แนะนำสินค้าชีวภาพ

ขั้นตอนการเพาะเห็ด

หลักสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจในการเพาะเห็ดดังนี้

1.       ความชื้นสัมพันธ์ : ความชื้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากในการเจริญเติบโตของเห็ด โดยความชื้นที่เหมาะสมคืออยู่ระหว่าง 70-90 % ดังนั้นสิ่งที่ควรเข้าใจคือ การรดน้ำเห็ดนั้นเป็นการให้น้ำเพื่อให้เห็ดได้ความชื้น ไม่ใช่เป็นการรดน้ำเพื่อให้เห็ดเจริญเติบโตโดยตรง เพราะเห็ดไม่ได้ต้องการน้ำแต่ต้องการความชื้นครับ เห็ดจะดูดเอาความชื้นในอากาศ

เมื่อเราทราบดังนี้ ก็นำไปสู่วิธีการรดน้ำเห็ดที่เหมาะสม คือควรให้เป็นละอองฝอย และระวังอย่าให้น้ำเข้าถุง เพราะจะทำให้เห็ดเน่าและเสียเร็ว ที่สำคัญปริมาณของน้ำที่รดในแต่ละวันก็จะไม่เท่ากัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแต่ละวัน เช่นถ้าเป็นฤดูฝน อากาศมีความชื้นสูง ก็อาจจะไม่ต้องรดน้ำเห็ดเลย  เป็นต้น

2.       อุณหภูมิ: ในโรงเพาะเห็ดควรจะมีอุณหภูมิที่เหมาะกับสายพันธุ์ของเห็ด เช่นถ้าเป็นเห็ดนางฟ้า ควรจะมีอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 28 -30 องศาเซลเซียล หากเพาะเห็ดนางรม ควรจะมีอุณหภูมิอยู่ที่ 32-33 องศาเซลเซียล ส่วนเห็ดเป๋าฮื้อ และเห็ดโคนญี่ปุ่น ชอบอากาศหนาว คือระหว่าง 21-22 องศาเซลเซียล และไม่เกิน 25-26 องศาเซลเซียล ดังนั้นหากคิดจะเพาะเห็ด 2 ชนิดนี้ในช่วงหน้าร้อนก็คงต้องทบทวนกันใหม่อีกครั้งครับ ดังนั่นจะเพาะเห็ดอะไรต้องรู้เรื่องอุณหภูมิที่มันชอบด้วยและเปรียบเทียบกับพื้นที่ที่เราปลูกว่าอุณหภูมิอยู่ในช่วงนั่นหรือเปล่า

3.       ออกซิเจน: ในโรงเพาะเห็ดจะต้องมีออกซิเจน ดังนั้นการออกแบบที่เพาะเห็ดจะต้องมีการหมุนเวียนถ่ายเทของอากาศที่ดี เรียกว่าถ้าเราเข้าไปยืนอยู่ในโรงเห็ดจะต้องรู้สึกสบาย ไม่รู้สึกอึดอัด หายใจไม่ออก ต้องมีช่องอากาศบ้างโรงเรือนต้องไม่ทึบเกินไปครับ

4.       ความสะอาด: การดูแลรักษาความสะอาดของโรงเรือนเพาะเห็ดถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก ดังนั้นไม่ควรทิ้งขยะไว้ในโรงเรือน หากมีหญ้าขึ้นก็ควรกำจัดออกเสีย และทางที่ดี ไม่ควรจะเข้าไปในโรงเห็ดกันหลายคน และเวลาเข้าแต่ละครั้งก็ควรเปลี่ยนรองเท้า และปิดปากด้วย เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งจากประสบการณ์ของเจ้าของโรงเห็ดบอกว่า หากโรงเรือนมีการติดเชื้อจะทำให้ผลผลิตลดลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว นอกจากนี้เวลาเก็บดอกเห็ด ก็ควรจะใช้วิธีโยกและดึงออกมา พร้อมกับให้ช้อนแค่ส่วนที่ยังเหลือติดอยู่ที่ก้อนออกมาด้วย เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ในบรรดากิจกรรมทางการเกษตร ซึ่งล้วนต้องอาศัยน้ำเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงทั้งหมด

ผมมีความเห็นว่า “การทำฟาร์มเห็ด” เป็นกิจกรรมทางการเกษตรที่ใช้น้ำน้อยที่สุด

แต่จากประสบการณ์กลับพบว่า  ผลผลิตของกิจกรรมนี้ “ไวต่อการขาดน้ำ” มากที่สุด

พืชหรือสัตว์ อาจขาดน้ำได้เป็นวันหรือหลายๆ วัน แต่สำหรับเห็ดในสภาพอากาศที่

ร้อนแห้งเหมือนกัน  กลับขาดน้ำได้แค่ระดับไม่กี่ชั่วโมงก็แสดงอาการออกมาแล้ว

อาการขาดน้ำนี้  มีผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเราผู้เป็นเจ้าของฟาร์มอย่างแรงทีเดียว

เริ่มจากน้ำหนักที่หายไปเกือบๆ จะ 50 เปอร์เซนต์ของน้ำหนักปกติ ยังไม่นับรวมถึงคุณภาพ

และความคล่องตัวในการซื้อขายของสินค้า

เมื่อเกิดดอกเห็ดเกิดอาการขาดน้ำแล้ว  ก็ยากจะฟื้นสภาพในดอกหรือในช่อนั้นๆ

ยังดีที่ว่า อาการขาดน้ำ เราเรียนรู้ครั้งสองครั้งก็รู้วิธีรับมือได้แล้ว

การให้น้ำในกิจกรรมเพาะเห็ด  เราแบ่งการให้เป็น 2 ช่วงครับ คือ

ช่วงแรก  ในขั้นตอนการทำก้อน  ที่เราเรียนรู้ว่าต้องใส่ในวัสดุ 65-70 เปอร์เซนต์

ช่วงที่สอง ในขั้นตอนการเพาะให้เกิดดอก  การให้น้ำช่วงนี้ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า

เราไม่ได้ให้ “ภายในก้อนเห็ด”  เพราะในก้อนเห็ดนั้น  มีความชื้นเพียงพอตลอดอายุก้อนแล้ว

หากยังฝืนให้น้ำเข้าไปในก้อนเห็ด(ในปริมาณเกินระเหยออก) จะส่งผลเสียตามมามากมาย

เช่น ก้อนเน่า ดอกเห็ดไม่สามารถเจริญเติบโตได้ เป็นที่วางไข่และฟักตัวของแมลง เป็นต้น

การให้น้ำช่วงที่สองนี้ เป็นการให้น้ำเพื่อ”เพิ่มความชื้นในอากาศ” ปรับสภาพให้เหมาะสม

เราจึงเน้นให้น้ำที่พื้นผิวภายนอกก้อนเห็ด ผนัง ใต้หลังคา พื้นโรงเพาะ ให้ระเหยเป็นความชื้น

ด้วยหลักการที่ว่า การเพาะเห็ดในโรงเรือนเป็นการเลียนแบบการเกิดดอกเห็ดในธรรมชาติ

ซึ่งในธรรมชาติเราไม่เคยเห็นหรือเก็บดอกเห็ดในฤดูแล้ง ฉันใด  ในโรงเรือนเราก็คงไม่มีโอกาส

ได้เก็บดอกเห็ด หากปล่อยให้อากาศภายในโรงเป็นฤดูแล้ง ฉันนั้น

หากเข้าใจหลักการนี้แล้ว  เชื่อว่าต่อไปทุกท่านคงสามารถปรับหรือดูแลการให้น้ำได้อย่าง

ถูกต้องเหมาะสม ตามความต้องการของเห็ดแต่ละชนิด

 

ที่มา : JRFRAM

เห็ดตัวนี้เป็นเห็ดเศรษฐกิจอีกตัวที่มาแรงและน่าสนใจตลาดให้การตอบรับดีมาก เกษตรกรผู้เพาะเห็ดจึงสนใจที่จะหันมาเพาะเห็ดตัวนี้กันมากขึ้นวันนี้ผมได้นำบทความเกี่ยวกับการเพาะเห็ดตัวนี้มาให้พี่น้องทั้งหลายได้ศึกษาเพื่อเป็นความรู้กันครับ

เห็ดยานางิ

เห็ดยานางิ

 

การเพาะเห็ดยานางิ อ่านได้ที่นี้ครับ yanaki

ฤดูกาลเพาะที่เหมาะสม ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับสภาพของประเทศไทย จะมีอยู่ประมาณ 4 เดือน คือ เดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนกุมภาพันธุ์ ควรเริ่มทำการเพาะตั้งแต่ เดือนมิถุนายนถึง เดือนกรกฎาคม เพื่อที่จะได้ทำการบ่มเชื้อเห็ดหอมในวัสดุเพาะ มีการเจริญเติบโตเต็มที่และมีการสะสมของอาหารที่มากพอ

วิธีการเพาะ
เห็ดหอม

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ lentinus edodes(berk)singer. ธรรมชาติของเห็ดหอม คล้ายๆกับเห็ดที่ขึ้นบนไม้อย่างอื่น เช่น เห็ดนางรม แต่เห็ดหอมมีความสามารถที่จะย่อยเซลลูโลส และลิกนิน ได้ดีกว่า จึงเจริญเติบโตได้ดีในไม้เนื้อแข็ง ทั้งนี้เพราะเห็ดหอม มีช่วงระยะของการเจริญในเส้นใยนานมาก ในไม้เนื้ออ่อนระยะบ่มเส้นใยนี้เห็ดหอมจะย่อยและ ใช้อาหารในไม้จนทำให้ไม้ผุกร่อนก่อนที่จะมีดอกเห็ดเกิดขึ้น เห็ดหอมชอบขึ้นในที่ที่มีอากาศหนาว ความชื้นสูงอย่างประเทศไทยเช่น ตามป่าเขาในภาคเหนือ อาจจะมีโอกาสขึ้นได้ แต่กว่าจะเป็นเห็ดดอก ไม่ใช่ทำการเพาะเพียงเดือน สองเดือนอย่างเห็ดชนิดอื่น เห็ดหอมมีระยะเวลาในการเจริญเติบโตทางเส้นใยนานกว่า การเพาะเริ่มกันตั้งแต่หมดฤดูหนาว เมื่ออากาศอุ่นขึ้นก็จะเริ่มลงมีเพาะกันและไม้ที่ใช้เพาะได้ดี ต้องเป็นไม้โอ็คเท่านั้น ขั้นตอนการเพาะเห็ดหอม จากการที่เห็ดหอมเจริญเติบโตบนกอไม้ และเป็นการหลีกเลี่ยงการใช้ไม้เป็น วัสดุเพาะจึงได้มีการทดลองเพาะเห็ดหอมในถุงแทน ซึ่งผลผลิตไม่แพ้จากการใช้ไม้เพาะโดยปฏิบัติดังนี้

1. การเตรียมสูตรอาหารขี้เลื่อย ให้ใช้สูตรเห็ดหูหนู เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดตีนแรด ฯลฯ ตลอดจนขั้นตอนการเตรียมก็คล้ายคลึงกัน หรือใช้สูตรดังนี้
• สูตรที่ 1 ขี้เลื่อย 100 ก.ก. รำละเอียด 5 ก.ก. แป้งข้าวเจ้า 2 ก.ก. น้ำ 65 %
• สูตรที่ 2 ขี้เลื่อย 100 ก.ก. รำละเอียด 5 ก.ก. น้ำตาลทราย 2-3 ก.ก. ดีเกลือ 0.2-0.3 ก.ก. น้ำ 65 %

2. นำส่วนผสมที่มีความชื้นเหมาะสมบรรจุลงในถุงพลาสติกทนร้อนขนาด 6.5×112.5 นิ้ว นำไปนึ่งและใส่เชื้อลงไป

3. นำถุงขี้เลื่อยไปบ่มเชื้อที่อุณหภูมิ 25-28 องศาเซลเซียส นานประมาณ 3-5 เดือน
4. นำถุงขี้เลื่อยมาแกะพลาสติกออก และแช่เย็นอุณหภูมิประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส นาน 2 ชั่วโมง แล้วนำมาเรียงบนชั้นเพาะเห็ด ดอกเห็ดก็จะออกมารอบๆถุง ในระยะที่เปิดถุงควรเป็นระยะที่อุณหภูมิของอากาศค่อนข้างต่ำ หรือในปลายฤดูฝนหรือต้นฤดูหนาว
5. หลังจากเก็บผลผลิตรุ่นแรกแล้ว ให้พักก้อนเชื้อระยะหนึ่ง และถ้าต้องการให้ดอกเห็ดออกดอกอีก ให้นำไปแช่น้ำตามวิธีที่กล่าวมาแล้ว ผลผลิตในรุ่นหลังจะลดลง เพราะอาหารที่สะสมในก้อนเชื้อมีน้อย

ปัจจัยที่สำคัญและการดูแลรักษา

1. อุณหภูมิ เส้นใยของเห็ดหอมจะเจริญได้ดีที่อุณหภูมิประมาณ 25 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส เส้นจะชะงักการเจริญเติบโต และเส้นใยของเห็ดหอมจะตายที่อุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส
2. ความชื้น มีความจำเป็นสำหรับระยะเวลาที่ให้ผลผลิต ความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสมกับ การเจริญของเชื้อเห็ดหอมอยู่ระหว่าง50-85% ในระยะบ่มเส้นใยไม่ต้องการความชื้นในบรรยากาศเหมือนเห็ดทั่วไป ควรระมัดระวังไม่ให้น้ำถูกสำลี ซึ่งอาจจะเป็นทางให้เชื้อโรคเข้าทำลายได้
3. อากาศ การถ่ายเทอากาศที่ดีจำเป็นต่อการเกิดดอกเห็ด ถ้ามีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาก จะทำให้เห็ดมีก้านยาว บางครั้งหมวกดอกจะไม่เจริญหรือมีลักษณะผิดปกติอื่นๆ
4. แสง เป็นตัวกระตุ้นให้เส้นใยเกิดตุ่มเห็ด และเจริญเป็นดอกเห็ดได้รวดเร็วกว่าในที่มืด แต่ไม่มีผลต่อการเพิ่มผลผลิต ซึ่งจะมีผลดีในกรณีของการชะลอการให้ผลผลิต นอกจากนี้แสงจะช่วยให้หมวกดอกมีสีเข้มไม่ซีดจาง
5. ระยะเวลาการบ่มเส้นใย เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการให้ผลผลิต ซึ่งการบ่มเส้นใยที่ได้ผลควรจะบ่มไว้ไม่ต่ำกว่า 3-4 เดือน
6. การแช่น้ำเย็น จะกระทำเมื่อต้องการให้เกิดดอก ภายหลังจากบ่มเส้นใยที่สมบูรณ์แล้ว โดยการแช่ก้อนเชื้อในน้ำเย็นประมาณ 2 ชั่วโมง หรือแช่น้ำค้างคืนก็ได้

การให้ผลผลิต

กรณีการเพาะเห็ดในถุงพลาสติก ผลผลิตดอกเห็ดสดมีตั้งแต่ 50-400 กรัมต่อน้ำหนักวัสดุเพาะ 800-1,000 กรัม ซึ่งขึ้นอยู่กับความเอาใจใส่และเทคนิควิธีการของผู้เพาะเห็ด สำหรับการเพาะจากขอนไม้ ผลผลิตเห็ดสดเฉลี่ยสูงสุดประมาณ 1.5-2 กิโลกรัมต่อท่อน ขนาดยาว 1 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-6 นิ้ว ส่วนไม้เนื้อแข็งนั้นเห็ดหอมก็สามารถขึ้นได้บ้างแต่ให้ผลผลิตต่ำมาก
การเก็บรักษาและแปรรูปเห็ดหอม เห็ดหอมเป็นเห็ดที่ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี หมวกดอกมีความทนทานไม่แตกเป็นขุย การรับประทานเห็ดหอมนั้นดอกเห็ดสดจะมีคุณภาพดีกว่าดอกเห็ดแห้ง

การเก็บรักษาเห็ดหอม

ที่นิยมกันมากที่สุด มี 2 วิธี คือ

1. การตากแห้ง เป็นวิธีการรักษาเห็ดหอมที่นิยามากกว่าวิธีอื่น โดยการนำดอกเห็ดมาตากแดดจนแห้งสนิท แต่ดอกเห็ดจะแห้งเร็วเกินไป อาจมีการยุบตัวของดอกทำให้ไม่สวยงาม หรืออาจตากดอกเห็ดให้แห้งติดกับท่อนไม้หรือวัสดุที่ใช้เพาะ โดยการให้น้ำน้อยๆปล่อยให้ดอกเห็ดแห้งไปเอง จะได้ดอกเห็ดที่ไม่เสียรูปทรงและขายได้ราคาดีกว่า
2. การอบแห้ง เป็นวิธีการหนึ่งที่ทำดอกเห็ดแห้งสนิท โดยการอบด้วยความร้อนแห้งซึ่งทำให้ดอกเห็ดที่ได้มีคุณภาพ รสชาด และรูปทรงของดอกเห็ดดีกว่า การตากแดด อุณหภูมิเริ่มต้นที่ใช้ในการอบแห้งควรสูงประมาณ 30 องศาเซลเซียส และค่อยๆเพิ่มอุณหภูมิชั่วโมงละ 1-2 องศาจนถึง 50 องศาเซลเซียส ซึ่งใช้เวลาประมาณ 12-13 ชั่วโมง จากนั้นจึงเพิ่มเป็น 60 องศาเซลเซียส และรักษาอุณหภูมิให้คงที่นาน 1 ชั่วโมง ดอกเห็ดก็จะแห้งแลเก็บไว้ได้นาน การอบแห้งจะช่วยเพิ่มรสชาดของเห็ดหอม และทำให้ดอกเห็ดมีลักษณะเป็นเงางาม

โรคและศัตรูเห็ดหอม

1. เชื้อรา เป็นศัตรูที่สำคัญของเห็ดหอม ได้แก่ ราดำ ราเขียว ราเมือก ซึ่งจัดว่าเป็นศัตรูที่คอยทำลายเห็ดหอมในก้อนเชื้อและท่อนไม้ เชื้อราพวกนี้จะ เจริญเติบโตในที่อับชื้นมากเกินไป อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ดังนั้นจึงควรระวังรักษาโรงเรือนให้สะอาด อย่าให้เป็น แหล่งสะสมของเชื้อโรค และศัตรูของเห็ดหอม
2. วัชเห็ด ซึ่งชอบเจริญบนท่อนไม้ระหว่างพักเชื้อ ซึ่งเป็นพวกที่ชอบความชื้นมาก และจะเจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิ 20-30 องศาเซลเซียส ดังนั้นโรงเรือนที่ใช้ในการพักเชื้อไม่ควรให้มีความชื้นมากเกินไป และควรให้อากาศระบายถ่ายเทได้สะดวก ส่วนท่อนไม้ที่นำมาเพาะเชื้อต้องระวังอย่าให้เปลือกแตก เพราะอาจทำให้เชื้อวัชเห็ดจากภายนอกเข้าไปเจริญในท่อนไม้ได้

3. เชื้อที่มีลักษณะคล้ายไวรัส อาจแพร่ระบาดทำลายเส้นใยเห็ดหอมได้ ดังนั้นการเลี้ยงเชื้อเห็ดหอมบนอาหารวุ้น ควรตรวจเส้นใยเห็ดหอมตลอดเวลาว่ามีเชื้อไวรัสปลอมปนหรือไม่ ถ้ามีให้คัดทิ้งเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล:กองเกษตรสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

Page 20 of 24« First...10...15161718192021222324

ยินดีต้อนรับทุกๆท่านครับ
เพิ่มเพื่อน
SiamMushroom.com สยามเห็ดฟาร์ม ศูนย์รวมทุกอย่างเกี่ยวกับเห็ด รู้ลึก รู้จริง จากประสบการณ์โดยตรงกว่า 10 ปี เรามีทั้งข้อมูล ความรู้ เคล็ดลับ เทคนิก ต่างๆ เกี่ยวกับ การเพาะเห็ด การทำโรงเรือน การเพาะเห็ดอย่างยั่งยืน สนใจหรือมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามได้ครับ

Line id = http://line.me/ti/p/fCnGrmYhKc
กด Like พูดคุยกันบน Facebook
มั่นใจในคุณภาพของเรา
สินค้ามาใหม่