แนะนำสินค้าชีวภาพ

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเห็ด

เห็ดป่า เห็ดพิษ

เห็ดป่า เห็ดพิษ

นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีความเป็นห่วงสุขภาพของประชาชน

เนื่องจากอากาศมีความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา บางครั้งอาจเกิดพายุฝน ทำให้อากาศเย็นลง และสลับอากาศร้อนถึงร้อนจัด อากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้หากร่างกายปรับสภาพไม่ทันอาจทำให้ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ต้องระมัดระวังการเจ็บป่วยเป็นพิเศษ และในเดือนพฤษภาคมนี้ก็กำลังจะเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งหลายพื้นที่ก็กำลังมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ประชาชนจึงควรดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ

โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำมากๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และที่สำคัญไม่ควรเดินฝ่าสายฝนในขณะเกิดฝนตก ควรจัดเตรียมร่มหรือเสื้อกันฝนติดตัวไว้เสมอ รวมถึงระมัดระวังการรับประทานอาหารหรือพืชผักที่มาจากป่า ซึ่งมีมากในช่วงฤดูฝนนี้ นอกจากนี้ ในบางช่วงเวลาอาจมีอากาศร้อนและแสงแดดจัด ซึ่งจะมีความชื้นสัมพัทธ์สูง ทำให้เหงื่อไม่สามารถระเหยและพาความร้อนออกจากร่างกายได้ เสี่ยงเป็นโรคต่างๆ ได้เช่นกัน จึงได้กำชับให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.) ทั่วประเทศ ดำเนินเฝ้าระวังและให้ความรู้ประชาชนในการหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือทำงานในช่วงที่อากาศร้อนจัด รวมถึงการดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำของร่างกาย และอยู่ในบ้านหรือในตัวอาคารที่มีร่มเงา โดยมอบหมายให้กรมควบคุมโรค ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคที่อาจจะเกิดขึ้น

วันนี้ (8 พฤษภาคม 2555) ดร.นายแพทย์พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปจะมีเห็ดออกตามป่าจำนวนมาก ทั้งเห็ดที่รับประทานได้และเห็ดพิษ แต่ละปีจะมีชาวบ้านนิยมรับประทานเห็ดทั้งที่ซื้อตามตลาดและหาเห็ดจากป่า ซึ่งจะพบผู้ป่วยจากการรับประทานเห็ดเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจำนวนมาก รวมถึงพบผู้เสียชีวิตทุกปีเช่นกัน

จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2555–29 เมษายน 2555) พบผู้ป่วยแล้ว จำนวน 240 ราย จาก 43 จังหวัด ยังไม่มีผู้เสียชีวิต จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ จังหวัดสระบุรี อัตราป่วย 4.08 ต่อประชากรแสนคน จังหวัดยโสธร อัตราป่วย 3.34 ต่อประชากรแสนคน และจังหวัดเชียงใหม่ อัตราป่วย 2.88 ต่อประชากรแสนคน ตามลำดับ แยกเป็นรายภาคที่มีอัตราป่วยสูงสุด คือ ภาคเหนือ อัตราป่วย 0.63 ต่อประชากรแสนคน รองลงมา คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อัตราป่วย 0.47 ต่อประชากรแสนคน

ส่วนข้อมูลในปี 2554 ที่ผ่านมา พบผู้ป่วย 1,723 ราย จาก 61 จังหวัด เสียชีวิต 6 ราย และจากข้อมูลยังพบว่าเฉพาะเดือนพฤษภาคม มีผู้ป่วยสูงสุดในรอบปีถึง 404 ราย และมีผู้เสียชีวิตถึง 5 ราย ซึ่งถือว่าเป็นช่วงกำลังเข้าสู่ฤดูฝนและเห็ดเริ่มออกในพื้นที่ป่าทั่วไป ส่วนเห็ดที่มักนำมาบริโภคหรือจำหน่าย มีทั้งเห็ดที่กินได้และเห็ดมีพิษ เห็ดที่กินได้ เช่น เห็ดโคน เห็ดจูน เห็ดเผาะ เห็ดหูหนู เห็ดตับเต่าบางชนิด และเห็ดลม ส่วนเห็ดที่มีพิษ เช่นเห็ดตับเต่าบางชนิด เห็ดระโงกหิน เห็ดไข่ห่านตีนต่ำ เห็ดสมองวัว เห็ดน้ำหมึก เห็ดหิ่งห้อย เห็ดเกล็ดดาว เป็นต้น แม้บางรายจะทดสอบความเป็นพิษโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งในบางครั้งก็อาจจะพลาดได้ ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และจำเป็นต้องใช้ร่วมกันกับวิธีการสังเกตอื่นๆ เพื่อให้แน่ใจในชนิดของเห็ด

วิธีปฏิบัติในการบริโภคและสังเกตเห็ดป่า มีดังนี้

  • การจำแนกชนิดต้องมั่นใจจริงๆ ว่ารู้จักเห็ดชนิดนั้น
  • เวลาเก็บเห็ดต้องเก็บให้ครบทุกส่วน
  • เก็บเห็ดที่มีลักษณะรูปร่างสมบูรณ์เท่านั้น
  • เวลาเก็บให้แยกชนิดเป็นชั้น โดยนำกระดาษรองในตะกร้า
  • อย่าเก็บเห็ดภายหลังพายุฝนใหม่ๆ เพราะมีเห็ดบางชนิดที่สีบนหมวกอาจถูกชะล้างให้จางลงไป
  • เก็บเห็ดมาแล้วควรปรุงอาหารทันที ไม่ควรเก็บไว้นาน
  • ห้ามกินเห็ดดิบๆ โดยเด็ดขาด
  • เห็ดที่ไม่เคยกินควรรับประทานเพียงเล็กน้อยในครั้งแรก
  • ไม่ควรเก็บเห็ดที่ขึ้นใกล้โรงงานสารเคมี

ดร.นายแพทย์พรเทพ กล่าวต่อไปว่า การกินเห็ดพิษจะมีอาการแสดงออกหลายแบบขึ้นอยู่กับชนิดของเห็ด และมักเกิดภายใน 3 ชั่วโมง อาการมากน้อยแตกต่างกันตามปริมาณด้วย เช่น

  • พิษจากเห็ดลูกไก่ จะทำให้มีอาการคลื่นไส้และอาเจียนเมื่อกินร่วมกับแอลกอฮอล์
  • พิษจากเห็ดหมวกจีน มีอาการเหงื่อแตก คลื่นไส้ และปวดเกร็งในท้อง
  • พิษจากเห็ดเกร็ดขาว มีอาการประสาทหลอน เพ้อ คลุ้มคลั่ง ซึม ซัก และหมดสติ
  • พิษจากเห็ดขี้ควายและเห็ดโอสถลวงจิต มีอาการประสาทหลอน เพ้อ คลุ้มคลั่ง แต่ไม่มีอาการซึม
  • พิษจากเห็ดไข่ตายซาก เห็ดระโงกหิน เห็ดไข่เป็ด และเห็ดไข่ห่านตีนต่ำ จะมีอาการอ่อนแรง ปวดศีรษะและคลื่นไส้ เกิดขึ้นในเวลาเกิน 6 ชั่วโมง อาการมักทุเลา 1-2 วันต่อมา ต่อมามีตับอักเสบ จนถึงตับอักเสบ จนถึงตับวายได้

สำหรับคำแนะนำ หากพบผู้ได้รับพิษจากการกินเห็ด เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หน้ามืด ตาลาย ใจสั่น อ่อนเพลีย ปวดท้อง เวียนศีรษะ การช่วยเหลือเบื้องต้น ที่สำคัญที่สุดคือทำให้อาเจียนออกมาให้หมด โดยการล้วงคอหรือกรอกไข่ขาว แล้วรีบไปพบแพทย์หรือนำส่งสถานพยาบาลใกล้บ้านทันที เพื่อรับการรักษาต่อไป “ทั้งนี้ได้กำชับสำนักงานป้องกันควบคุมโรค(สคร.) ทั้ง 12 เขตทั่วประเทศ เร่งประชาสัมพันธ์ในระดับชุมชนให้ประชาชนทราบถึงอันตรายจากการรับประทานเห็ดพิษ แม้บางรายจะทดสอบความเป็นพิษโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิดความผิดพลาดได้ และหลังรับประทานอาหารที่ประกอบจากเห็ดแล้ว เกิดอาการดังกล่าวข้างต้น อย่านิ่งนอนใจ รีบปฏิบัติตามคำแนะนำและนำส่งสถานพยาบาลใกล้บ้านโดยเร็วที่สุด หากประชาชนสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลฮ็อตไลน์ กระทรวงสาธารณสุข โทร 1422 และศูนย์ปฏิบัติการกรมควบคุมโรค โทร 0 2590 3333” ดร.นายแพทย์พรเทพ กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา กรมควบคุมโรค เห็ดป่า

 

ว่ากันว่าเห็ดเป็นอาหารมหัศจรรย์นั้น จากฤดูการเกิดก็ไม่เหมือนกับพืชผักชนิดอื่นๆ ใช้เวลาเพาะเพียงสั้นๆ
แต่ได้จำนวนมากมายดาษดื่น ถึงเวลางอกงามแต่ละทีก็ผุดขึ้นราวกับตั้งนาฬิกาปลุกธรรมชาติ พอใกล้เวลาก็มุดหายลงดิน เก็บตัวเงียบรอเวลาอีกครั้ง คนเก็บจะต้องมีความชำนาญ รู้ลักษณะ รู้ชนิด รู้ต้นตอแหล่งกำเนิด เพราะเห็ดบางชนิด
เห็นหน้าตาสวยงาม อาจกลายเป็นเห็ดมีพิษ ใครไม่รู้จริงเผลอนำไปรับประทานเป็นได้เดือดร้อนกันแน่

อาหารเห็ด

ภาพดอกเห็ด

ปัจจุบันเห็ดที่เรานิยมรับประทานกันมีอยู่มากมายหลายชนิด มีทั้งแบบสด บรรจุกระป๋อง หรือแม้แต่เห็ดตากแห้ง
ความนิยมในการรับประทานมีมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยรูปแบบ และรสชาติเฉพาะตัวที่แตกต่างจากอาหารประเภทพืชผักด้วยกัน รวมทั้งการที่คนหันมานิยมรับประทานอาหารแบบมังสวิรัติกันมากขึ้นก็ทำให้เห็ดถูกนำมาใช้ปรุงอาหารแทนเนื้อสัตว์มากขึ้นตามไปด้วย มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่าเห็ดมีคุณสมบัติป้องกันโรคได้

ภาพอาหารเห็ด

อาหารเห็ด

  • ในประเทศจีน และญี่ปุ่น นิยมนำเห็ดมาปรุงเป็นน้ำแกง น้ำชา ยาบำรุงร่างกาย และยารักษาโรคต่างๆ

มีการทำวิจัยเกี่ยวกับเห็ดมากว่า 30 ปียืนยันว่าในเห็ดมีสารบางอย่างที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
และลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ และช่วยในการต้านมะเร็งหลายๆ ชนิดด้วย

  • ในสหรัฐอเมริกาก็มีการทำวิจัยเกี่ยวกับเห็ดเช่นกันได้ผลออกมายืนยันการค้นพบแบบเดียวกับชาวเอเชีย แต่สำหรับการวิจัยถึงผลการใช้เห็ดเป็นยารักษาโรคนั้นยังคงอยู่ในขั้นแรกๆ เท่านั้น

เห็ดที่นักวิทยาศาสตร์นิยมเอามาวิเคราะห์เพื่อการวิจัยนั้นส่วนใหญ่เป็นเห็ดชนิดที่คนมักนำมาปรุงอาหาร และหาได้ง่าย เช่น เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม เห็ดกระดุมหรือแชมปิญอง เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เห็ดโคน เห็ดหูหนู หรือ เห็ดหลินจือ อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ มีผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกาพบว่าเห็ดแชมปิญอง (White mushroom) มีบทบาทช่วยในการรักษา
และป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมมากที่สุด เมื่อเทียบกับเห็ดรับประทานได้ชนิดอื่นๆ โดยสารบางอย่างในเห็ดชนิดนี้ไปช่วย
ยับยั้งเอ็นไซม์ aromatase ทำให้เกิดการยับยั้งการแปรฮอร์โมนแอนโดรเจนให้กลายเป็นเอสโตรเจนในผู้หญิงวัยหมด ประจำเดือน เมื่อร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้น้อยลง ก็ลดโอกาสการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมให้น้อยลงตามไปด้วย

ภาพอาหารเห็ด

อาหารเห็ด

  • ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้มีการทดลองนำเห็ดหอมมาสกัด พบว่าในเห็ดหอม ให้น้ำตาลโมเลกุลขนาดใหญ่ (mega-sugar)

ที่เรียกว่า เบต้ากลูแคนส์ (beta-glucans) ถึง 2 ชนิด ได้แก่ lentinan และ LEM (Lentinula edodes mycelium)
ซึ่งช่วยทำหน้าที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับการติดเชื้อ และชะลอการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ซึ่งในการทดลอง
ให้สาร lentinan กับผู้ป่วยมะเร็งร่วมกับการทำเคมีบำบัดก็พบว่าก้อนมะเร็งมีขนาดลดลง และอาการข้างเคียงจากการ
ทำเคมีบำบัดก็เกิดขึ้นน้อยลงด้วย

ขณะนี้ทีมวิจัยในญี่ปุ่นกำลังมองหาความเป็นไปได้ในการใช้ LEM ที่ได้จากเห็ดหอมมาบำบัดผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV
และยังพบอีกว่า สารสกัดจากเห็ดหอมอีกตัวหนึ่ง ชื่อ eritadenine เป็นตัวช่วยลดปริมาณไขมันในเลือดและระดับ
โคเลสเตอรอลให้กับร่างกายได้อีกด้วย

 

หลากหลายพันธุ์เห็ดรสอร่อย

เห็ดนำมาปรุงอาหารให้อร่อยได้หลากหลายวิธี ทั้งต้มน้ำแกง ผัด ยำ ย่าง หรือทอด

ที่เห็นมากในบ้านเรา ได้แก่

  • เห็ดหอม มีทั้งแบบเนื้อบางและหนา คนนิยมนำเห็ดหอมตากแห้งมาปรุงอาหารเพราะให้กลิ่นหอมมากกว่าแบบสด

ซึ่งก่อนปรุงต้องลวกในน้ำเดือดประมาณครึ่งชั่วโมง หรือแช่น้ำอุ่นประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรือข้ามคืน ช่วยให้เนื้อเห็ดนุ่มขึ้น
น้ำแช่เห็ดหอมนี้ยังเก็บเอาไปทำเป็นน้ำสต๊อกปรุงรสอาหารได้ด้วย คนนิยมนำมาปรุงอาหารเจ เพราะเนื้อนุ่มเหนียวและ
กลิ่นหอมชวนกิน ชาวจีนยกให้เห็ดหอมเป็นอาหารตำรับ “อมตะ” เพราะคุณสมบัติความเป็นยาบำรุงกำลัง และบรรเทา
อาการไข้หวัด การไหลเวียนเลือดไม่ดี ปวดกระเพาะอาหาร รวมทั้งอาการเหนื่อยอ่อนเพลีย ซึ่งเห็ดหอมนี้จะให้โปรตีนได้มากกว่าเห็ดแชมปิญองถึง 2 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังอุดมด้วยวิตามินเอ วิตามินบี ซีลีเนียม และธาตุอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ช่วยบำรุงกระดูกแข็งแรง ลดไขมันในเลือด และต้านโคเลสเตอรอล

ภาพเห็ดหอม

เห็ดหอม

  • เห็ดหูหนูดำ นอกจากเห็ดหูหนูดำแล้วยังมีเห็ดหูหนูขาว เนื้อกรุบกรอบคล้ายๆ กัน แถมยังมีสีขาวน่ารับประทานมากกว่าตามร้านเย็นตาโฟนิยมนำมาใช้แทนแมงกะพรุน หรือต้มเป็นสุกี้หรือทำยำรวมมิตรก็อร่อยไม่น้อย
ภาพเห็ดหูหนูดำ

เห็ดหูหนูดำ

  • เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า และเห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดสามอย่างนี้อยู่ในตระกูลเดียวกัน เจริญเติบโตเป็นช่อๆ คล้ายพัด
ภาพเห็ดนางรม

เห็ดนางรม

เห็ดนางรมมีสีขาวอมเทา เห็ดนางฟ้าจะมีสีขาวอมน้ำตาล ขณะที่เห็ดเป๋าฮื้อจะมีสีคล้ำและเนื้อเหนียวหนา และนุ่มอร่อย
คล้ายเนื้อสัตว์มากกว่า จึงมักถูกจัดเป็นอาหารจานหรูเมนูจักรพรรดิ์ ซึ่งเชื่อกันว่าสามารถป้องกันโรคหวัด ช่วยการไหลเวียนเลือด และโรคกระเพาะอาหาร เห็ดนางฟ้าและเห็ดนางรมผิวเรียบนุ่ม รสชาติก็นุ่ม นำมาปรุงได้หลายแบบทั้งผัด ชุบแป้งทอด หรือแม้แต่ย่างก็ให้รสชาติดี แต่ไม่ควรใช้ไฟแรงเพราะจะทำให้เนื้อสัมผัสหมดไป

  • เห็ดฟาง เป็นเห็ดยอดนิยมของคนไทย นิยมเพาะกันบนกองฟางข้าวชื้นๆ โคนมีสีขาว ส่วนหมวกสีน้ำตาลอมเทา
ภาพเห็ดฟาง

เห็ดฟาง

หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดตลอดทั้งปี ให้วิตามินซีสูง และมีกรดอะมิโนสำคัญอยู่หลายชนิด เชื่อว่าหากรับประทานประจำ
จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันลดการติดเชื้อต่างๆ แต่ก็ไม่ควรรับประทานสด ๆ เพราะมีสารที่คอยยับยั้งการดูดซึมอาหาร ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน โรคเหงือก และลดอาการผื่นคันต่าง ๆ

  • เห็ดหลินจือ นอกจากใช้รับประทานแล้ว ปัจจุบันยังมีการนำไปเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางอีกด้วย
ภาพเห็ดหลินจือ

เห็ดหลินจือ

เพราะมีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อร้าย และกระตุ้นภูมิคุ้มกันไวรัส แถมยังมีฤทธิ์แก้อักเสบ ลดความดันเลือด แก้ปวดศีรษะ รวมทั้งลดไขมันในเส้นเลือดด้วย

  • เห็ดเข็มทอง เป็นเห็ดสีขาวหัวเล็กๆ ขึ้นติดกันเป็นแพ รสชาติเหนียวนุ่ม นำมารับประทานแบบสดๆ ใส่กับสลัดผักก็ได้ ถ้าชอบสุกก็นำไปย่าง ผัดหรือลวกแบบสุกี้
ภาพเห็ดเข็มทอง

เห็ดเข็มทอง

  • เห็ดกระดุม หรือเห็ดแชมปิญอง รูปร่างกลมมน ผิวเนื้อนุ่มนวล มีให้เลือกทั้งแบบสด หรือบรรจุกระป๋อง
ภาพเห็ดกระดุม

เห็ดกระดุม

  • เห็ดโคลน เป็นเห็ดหายาก รสอร่อย ที่จะมีให้รับประทานเฉพาะในหน้าฝน บางคนจึงนิยมนำมาทำเป็นเห็ดดองเพื่อเก็บไว้รับประทานตลอดปี
ภาพเห็ดโคลน

เห็ดโคลน

 

 

นานาสารอาหารจากเห็ด

เห็ดเป็นอาหารที่ปราศจากไขมัน มีปริมาณน้ำตาล และเกลือต่ำมาก แถมยังเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงเมื่อเทียบกับโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์ มีธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินซี วิตามินบีรวม ซีลีเนียม โปแตสเซียม และทองแดง
จึงเป็นอาหารที่มีคุณค่าสูงที่ควรเลือกรับประทานเป็นประจำ

ภาพอาหารเห็ด

อาหารเห็ด

 

ซีลีเนียม เป็นสารอาหารที่ช่วยต้านการเกิดอนุมูลอิสระใกล้เคียงกับวิตามินอี ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งและโรคภัยต่างๆ ที่มากับวัยสูงอายุ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ การรับประทานเห็ดหอม (ชิ้นขนาดกลางๆ 5 ชิ้น)จะให้ซีลีเนียมประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน นอกจากในเห็ดแล้ว ยังมีอยู่ในธัญพืช และเนื้อสัตว์ด้วย

โปแตสเซียม เป็นสารอาหารที่จำเป็นอย่างยิ่งในการควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ ความสมดุลของน้ำในร่างกาย การทำงานของกล้ามเนื้อ และระบบประสาทต่างๆ ทาง FDA ของสหรัฐอเมริการะบุไว้ว่าการรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของโปแตสเซียมจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความดันเลือดสูง และอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งในเห็ดนั้นมีโปแตสเซียมสูง
และโซเดียมต่ำ การรับประทานอาหารที่ปรุงจากเห็ดกระดุมหรือเห็ดแชมปิญอง 1จานจะให้โปแตสเซียมได้พอๆ กับส้มหรือ
มะเขือเทศลูกโตๆ เลยทีเดียว

วิตามินบีรวม ในเห็ดขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบีรวม ไม่ว่าจะเป็น ไรโบฟลาวิน
(ที่นอกจากจะได้จากเห็ดแล้ว ยังมีมากในเครื่องในสัตว์ นม ไข่ และเต้าหู้) ช่วยบำรุงสุขภาพผิวพรรณและการมองเห็น
ขณะที่ไนอาซิน (ยังพบมากในปลาทูน่า เนื้อแดง ถั่วลิสง และอะโวคาโด)จะช่วยควบคุมการทำงานของระบบย่อยอาหาร
และระบบประสาท สถาบันอาหารแห่งสหรัฐอเมริกาได้ประมาณไว้ว่า การรับประทานเห็ดแชมปิญองขนาดกลางๆ 5 ชิ้น
จะได้ปริมาณไรโบฟลาวินมากพอๆ กับการดื่มนมสดถึง 8 ออนซ์

ทองแดง เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการเช่นเดียวกันเพื่อมาช่วยเสริมการทำงานของธาตุเหล็ก


แหล่งที่มา : horapa.com

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เตือนประชาชนที่นิยมบริโภคเห็ดโดยเฉพาะเห็ดที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ควรเลือกรับประทานเห็ดที่รู้จักจริง ๆ เท่านั้น เพราะแต่ละปีจะมีผู้ป่วยที่มีสาเหตุมาจากการรับประทานเห็ดเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นจำนวนมาก

ภาพเห็ดพิษ

เห็ดพิษ

สภาพภูมิอากาศของประเทศไทยโดยเฉพาะช่วงหน้าฝนเหมาะสมต่อการเจริญพันธุ์ของพืชตระกูลเห็ด ทำให้มีเห็ดป่าหลายชนิดที่เจริญเติบโตในสภาพธรรมชาติประกอบกับคนไทยนิยมบริโภคเห็ดเนื่องจากเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ทั้งนี้เห็ดต่าง ๆ บางชนิดไม่สามารถรับประทานได้ เนื่องจากมีสารพิษเป็นส่วนประกอบอยู่ เมื่อรับประทานเข้าไปก็อาจทำให้เกิดอาการมึนเมาและประสาทหลอนหรือบางรายบริโภคมากเกินไปก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ จึงมักปรากฏข่าวและมีรายงานว่าพบผู้เสียชีวิตหรือได้รับอันตรายจากการรับประทานเห็ดอยู่เป็นประจำ

สำหรับเห็ดพิษในประเทศไทยส่วนใหญ่จะอยู่ในตระกูล Amanita ซึ่งเป็นเห็ดที่มีพิษร้ายแรง มีหลายชนิดด้วยกัน เช่น

  • เห็ดระโงกหินหรือในภาคเหนือเรียกว่า เห็ดไข่ตายซาก ขึ้นเป็นดอกเดี่ยวกระจายทั่วไปตามป่าเบญจพรรณ ดอกมีสีขาวบริสุทธิ์ หมวกเห็ดรูปครึ่งวงกลมสีขาวกว้าง 5-12 ซม. ผิวเรียบ รูปกะทะคว่ำ ครีบสีขาวไม่ติดกันกับก้าน มีวงแหวนเป็นแผ่นบางสีขาวห้อยลงมาคล้ายม่านก้านสีขาว โคนก้านเป็นกะเปาะผิวเรียง สปอร์สีขาว เป็นเห็ดที่มีพิษร้ายแรงเมื่อรับประทานเข้าไปพิษจะเข้าสู่กระแสเลือดทำให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุ่นแรง อาเจียน ใจสั่น อ่อนเพลีย สารพิษที่ตรวจพบในเห็ดคือ phallotoxin และ amatoxin มีฤทธิ์ทำลายเซลล์ตับ ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นระยะหนึ่ง หลังจากนั้นจะกำเริบจนถึงขั้นเสียชีวิตอาจภายใน 4-6 ชั่วโมง ในต่างประเทศเรียกเห็ดชนิดนี้ว่า deadly poisonous mushroom
  • เห็ดหัวกรวดครีบเขียวอ่อนหรือ เห็ดกระโดงตีนต่ำ ดอกเห็ดเมื่อยังอ่อนเป็นก้อนกลมแล้วเจริญบานออกเป็นร่มขึ้นตามสนามหญ้าและทุ่งนา หมวกเห็ดสีขาวกว้าง 10-20 ซม. กลางหมวกมีสีน้ำตาล ซึ่งแตกออกเป็นเกล็ดรูปสี่เหลี่ยมกระจายออกไปถึงกึ่งกลางหมวก ครีบสีขาวเมื่อแก่จัดจะเป็นสีเทาอมเขียวหม่น ก้านรูปทรงกระบอกสีขาว โคนก้านใหญ่เป็นกระเปาะเล็กน้อย ใต้หมวกมีวงแหวนใหญ่และหนา ขอบสีน้ำตาล ขอบล่างสีขาว สปอร์รูปไข่สีเขียวอ่อนเป็นเห็ดที่มีพิษไม่ร้ายแรงนัก ผู้รับประทานจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หน้ามืด ตาลาย ใจสั่นและอ่อนเพลีย แต่ถ้าเป็นเด็กและรับประทานมากก็อาจทำให้เสียชีวิตได้
  • เห็ดพิษส่วนใหญ่มักมีสีสันฉูดฉาด แต่มีเห็ดพิษบางชนิด เช่น เห็ดในตระกูล Amanita ที่มีสีขาวเหมือนเห็ดธรรมดา เมื่อยังอ่อนจะคล้ายกับเห็ดที่รับประทานได้หรือมีลักษณะตูม มีปลอกหุ้มสีขาวเหมือนเห็ดฟาง แต่ปลอกหุ้มของเห็ดฟางสีจะคล้ำกว่า ดังนั้น ผู้บริโภคควรระมัดระวัง ไม่ควรรับประทานเห็ดชนิดที่ไม่รู้จักหรือไม่ทราบแหล่งที่มา รวมทั้งเห็ดป่าต่าง ๆ ซึ่งมีโอกาสเกิดพิษได้มากกว่าเห็ดทั่ว ๆ ไป นอกจากนี้หากพบเห็นผู้รับประทานเห็ดพิษควรรีบให้การช่วยเหลือโดยการพยายามทำให้ผู้ป่วยอาเจียนออกมาให้หมดแล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที ที่มา : จากหนังสือข่าวกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

วันนี้มีบทความดีๆเกี่ยวกับการเพาะเห็ดมาแนะนำให้ลองอ่านศึกษากันดูครับ

อ่านได้ที่นี้ —>>  เอกสารความรู้เกี่ยวกับเห็ด อบรมการเพาะเห็ด

บทความอบรมการเพาะเห็ด

บทความอบรมการเพาะเห็ด

หลังจากที่เราเพาะเห็ดไปได้ซักระยะก้อนเชื้อเห็ดก็จะเริ่มเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาและอายุของมัน

ถ้าปกติเราขนไปทิ้งก็น่าเสียดายอยู่วันนี้เลยจะมาแนะนำการทำปุ๋ยเพื่อบำรุงต้นไม้ ดอกไม้จากก้อนเห็ดเก่า

แต่แนะนำว่าเมื่อทำเสร็จแล้วให้นำไปใช้ยังพื้นที่อื่นที่ไม่ใช้พื้นที่เพาะเห็ด เพราะกลัวเรื่องของเชื้อราปนเปื้อน

ก้อนเห็ดเก่า มีประโยชน์ นำไปทำเป็นปุ๋ยได้

ก้อนเห็ดเก่า มีประโยชน์ นำไปทำเป็นปุ๋ยได้

วัสดุและอุปกรณ์

1. ก้อนเชื้อเห็ดเก่า จำนวน 100 กิโลกรัม

2. ขี้วัวเก่า จำนวน 1 กิโลกรัม

3. ขี้ไก่เก่า จำนวน 1 กิโลกรัม

4. กากน้ำตาล จำนวน 1 ลิตร

5. ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ 1 ขวด(ขวดน้ำขนาด 1 ลิตร)

 

วิธีการทำ
1. นำก้อนเชื้อเห็ดที่ไม่ใช้แล้ว มาทุบให้ละเอียด แล้วกองไว้ในที่ร่ม

2. นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วรดน้ำพอชื้น(ใช้มือบีบดูหน้าจับก้อนแล้วไม่คลาย แปลว่าใช้ได้)

3. กลับกองปุ๋ยหมักทุกๆ 7 วัน เพื่อเป็นการระบายความร้อนในกอง

4. เมื่อหมักปุ๋ยไว้ได้ประมาณ 15 วัน ก็สามารถนำไปบำรุงต้นไม้ได้ตามต้องการ (ให้ตามขนาดของพืช)

 

ประโยชน์และการนำไปใช้

นำไปใช้ใส่ในพืชผักผลไม้ เช่น มังคุด ปาล์ม มะพร้าว มะนาว ฯลฯ จะช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืชผักให้เร็วขึ้น

 


ยินดีต้อนรับทุกๆท่านครับ
เพิ่มเพื่อน
SiamMushroom.com สยามเห็ดฟาร์ม ศูนย์รวมทุกอย่างเกี่ยวกับเห็ด รู้ลึก รู้จริง จากประสบการณ์โดยตรงกว่า 10 ปี เรามีทั้งข้อมูล ความรู้ เคล็ดลับ เทคนิก ต่างๆ เกี่ยวกับ การเพาะเห็ด การทำโรงเรือน การเพาะเห็ดอย่างยั่งยืน สนใจหรือมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามได้ครับ

Line id = http://line.me/ti/p/fCnGrmYhKc
กด Like พูดคุยกันบน Facebook
มั่นใจในคุณภาพของเรา
สินค้ามาใหม่