แนะนำสินค้าชีวภาพ

มีคนถามบ่อยๆเรื่องความสำคัญของ คอขวดพลาสติก หรือปลอกคอขวด หรือปลอกพลาสติก ผมคิดว่าคอขวดพลาสติกมีประโยชน์ดังนี้ครับ

1.เป็นช่องสำหรับใช้ใส่เชื้อเห็ด และสำหรับยัดจุกสำลีป้องกันการปนเปื้อนจากเชื้อโรคและแมลงจากภายนอกก้อนเชื้อเห็ด

2.เป็นการบังคับให้เห็ดออกดอกทางเดียว (หากเจาะรูให้เห็ดออกทุกทีทุกทางจากก้อนเชือเห็ดคงเปลืองที่แขวนและยุ่งพิลึก)

3.ป้องกันน้ำกระเซ็นเข้าไปในก้อนเชื้อเห็ด ซึ่งจะทำให้ก้อนเชื้อเห็ดเน่าได้ง่าย

4.เป็นช่องระบายและแลกเปลี่ยนอากาศสำหรับใช้ในการหายใจของเห็ด และ

5.ทำให้ดอกเห็ดมีขนาดใหญ่

สำหรับที่ดอกเห็ดมีขนาดใหญ่ขึ้นได้เพราะคอขวดพลาสติกช่วยบีบรัดทำให้ดอกเห็ดเกิดได้น้อย แต่ดอกใหญ่ขึ้น ซึ่งเป็นที่รู้กันดีสำหรับนักเพาะเห็ดทั่วไป

nangfha

ก้อนเชื้อเห็ดคุณภาพ

ก้อนเชื้อเห็ดนางรมฮังการี

++สูตรอาหารสำหรับผลิตก้อนเชื้อเห็ด++
1. สำหรับเพาะเห็ดนางฟ้า-เห็ดนางรม- : ระยะเวลาบ่มเชื้อ 25-30 วัน
- ขี้เลื่อยยางพารา 100 กิโลกรัม
- ปูนขาว 2 กิโลกรัม
- รำอ่อน 6 กิโลกรัม
- ดีเกลือ 2 ขีด
- ยิปซั่ม 2 ขีด
- น้ำเปล่า 50 ลิตร
- EM. ขยาย
2. สำหรับเพาะเห็ดขอนขาว-ขอนดำ : ระยะเวลาบ่มเชื้อ 30-35 วัน
- ขี้เลื่อยยางพารา 100 กิโลกรัม
-ปูนขาว 1 กิโลกรัม
- รำอ่อน 6 กิโลกรัม
- ดีเกลือ 2 ขีด
- ยิปซั่ม 2 ขีด
- น้ำเปล่า 50 ลิตร
- EM. ขยาย
3. สำหรับเพาะเห็ดบด-เห็ดกระด้าง : ระยะเวลาบ่มเชื้อ 35-40 วัน
- ขี้เลื่อยยางพารา 100 กิโลกรัม
- ปูนขาว 1 กิโลกรัม
- รำอ่อน 10 กิโลกรัม
- ดีเกลือ 2 ขีด
- ยิปซั่ม 2 ขีด

- น้ำเปล่า 50 ลิตร
- EM. ขยาย

ทุกสูตร ถ้าในแต่ละพื้นที่ หาแร่ม้อนท์ ได้ ให้แนะนำใส่แร่ม้อนท์ เพิ่มเข้าไปอีก 2-3 กิโลกรัมนะครับ
จะช่วยเรื่องของความแข็งแรง ทนโรค และ เพิ่มผลผลิตเห็ด ครับ

++ ข้อเปรียบเทียบระหว่างก้อนเชื้อเห็ดจากฟางข้าวกับขี้เลื่อยยางพารา ++
1. เส้นใยจากก้อนเชื้อที่ผลิตจากฟางข้าวจะเดินได้ไวกว่าในก้อนเชื้อที่ผลิตจากขี้เลื่อย
2. ระยะเวลาให้ดอกเห็ดก้อนเห็ดที่ใช้ฟางข้าวเก็บดอกได้ 40 วัน ส่วนก้อนเห็ดที่ใช้ขี้เลื่อยสามารถเก็บได้ 60 วัน
3. ผลผลิตเห็ดนางฟ้าจากการเพาะโดยใช้วัสดุฟางข้าว ก้อนเชื้อเห็ด 1 ก้อน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 200 กรัม จากการเพาะโดยใช้วัสดุขี้เลื่อยไม้ยางพารา ก้อนเชื้อเห็ด 1 ก้อน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 300 กรัม
4. ระยะเวลาให้ผลผลิตของก้อนเชื้อเห็ด ก้อนเชื้อที่ใช้วัสดุขี้เลื่อยจะให้ผลผลิตยาวนานกว่าก้อนเชื้อที่ใช้ฟางข้าว
5.ฟางข้าวเป็นวัสดุเพาะเห็ดที่เหมาะสมของท้องถิ่นใช้แทนขี้เลื่อยเพาะเห็ดนางฟ้าได้ เนื่องจากไม่ได้ซื้อทำให้ต้นทุนน้อย ชาวบ้านสามารถใช้เพาะเห็ดไว้บริโภคหรือเป็นอาชีพเสริมได้
6. ต้นทุนการผลิตจะต่ำกว่าการผลิตด้วยขี้เลื่อยก้อนละประมาณ 2-3 บาท

วิธีแก้ไขแมลงหวี่ในก้อนเห็ด

สาเหตุการเกิดหนอนแมลงหวี่ในเห็ด และวงจรของการเกิดหนอนแมลงหวี่ วิธีการป้องกันและกำจัด

เรื่องเกี่ยวกับ หนอนแมลงหวี่ศัตรูที่พบเจอในหน้าก้อนเชื้อเห็ด ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จัก วงจรชีวิตหนอนแมลงหวี่ปีกแข็งกันก่อน

ระยะไข่ จะสังเกตได้ว่าเป็นเม็ดกลม ๆ รี เม็ดเป็นสีขาวคล้าย ๆ ไรไข่ปลาแต่ไม่ใช่สามารถมองเห็ดได้ด้วยตาเปล่า เมื่อไข่ได้รับการผสมพร้อมที่จะฟักตัวจะมีจุดสีดำ ๆ
ระยะตัวอ่อน หลัก จากที่ไข่มีการฟักตัวออกมาแล้วสังเกตได้ว่าลำตัวจะมีสีขาว หรือสีส้มอ่อน สังเกตดี ๆอาจจะคล้าย ๆ ราส้มแต่ไม่ใช่ เพราะหนอนสามารถที่จะเคลื่อนย้ายตัวและกัดกินเส้นใยเห็ด
ระยะดักแด้ จะมีลักษณะเป็นตัวสีขาวนวล ๆ และสีจะเข้มขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นสีดำ พร้อมที่จะเป็นตัวแก่
ระยะตัวเต็มไว หรือตัวแก่ จะ มีลักษณะเป็นตัวสีดำ ปีกแข็ง จะตอมอยู่หน้าก้อนเชื้อเห็ด และไข่ทิ้งไว้ที่หน้าก้อนเหมือนเดิมหากไม่มีการกำจัด จะทำให้ประชากรของแมลงหวี่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและสร้างความเสียหาย

สาเหตุของการเกิดหนอนแมลงหวี่มีหลายประการด้วยกัน พอสรุป ได้ดังนี้

1.โดยสัญชาติตะญาณของแมลงหวี่ มักชอบของที่มีกลิ่นเน่าเหม็น รวมทั้งกลิ่นแอมโนเนียจากก้อนอาหาร

2. เกิดจากหน้าก้อนเห็ดสกปรก หลังจากการเก็บดอกไปแล้ว ยัง มีเศษรากหรือโคนของเห็ดที่ยังดึงออกไม่หมด หากไม่มีการขูดหน้าก้อน ทำความสะอาด เวลาที่เกษตรกรผู้เพาะเห็ดให้น้ำ แล้วน้ำเข้าไปขัง รากหรือโคนเห็ดก็จะอุ้มน้ำจนแฉะเน่าเละ

3.โรงเรือนเพาะเห็ดมีความเหม็นอับชื้น อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ไม่มีการระบายอากาศ

4.ไม่เคยฉีดพ่นจุลินทรีย์ กำจัด ไรเห็ด หนอน และ เชื้อรา ตามพื้น ผนังโรงเรือน หรือเสา อยู่เป็นประจำ เพราะบางทีเราอาจไม่คาดคิด ฉีดพ่นจุลินทรีย์แค่หน้าก้อนเห็ดเพียงอย่างเดียว แมลงหวี่จะซุกซ่อนตามผนัง

5.เพาะเลี้ยงเห็ดอย่างต่อเนื่องไม่มีการล้างหรือพักโรงเรือน ทำให้เกิดการสะสมของเชื้อโรค และแพร่ระบาดภายในโรงเรือน

แนวทางป้องกันจะกำจัดหนอนแมลงหวี่ที่มาทำลายหน้าก้อนเห็ด

1. โรงเรือนที่เพาะเห็ด ควรหมั่นที่จะทำความสะอาด ตามพื้นโรงเรือน ผนัง ซอกมุมจาก เสา เปิด โรงเรือนให้ได้มีอากาศถ่ายเทบ้าง ไม่อับ และหมั่นฉีดพ่นจุลินทรีย์เชื้อบีที + บีเอสพลายแก้ว+ บาซิลลัสไมโตฟากัส+ ไทเกอร์เฮิร์บ (จุลินทรีย์ทั้ง 3 ตัวให้ทำการหมักขยายตามสูตรของชมรมเกษตรปลอดสารพิษก่อน เพื่อที่จะ ลดต้นทุน ส่วนไทเกอร์เฮิร์บเป็นสมุนไพรชนิดผงที่มีกลิ่นสามารถไล่แมลงหวี่ไม่ให้เข้า มาภายในโรงเรือน) ฉีดพ่นให้ทั่วทั้งโรงเรือนทั้งด้านนอนและด้านใน อย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เพื่อตัดวงจรการเกิดของหนอนแมลงหวี่

2. ก่อนการเปิดดอก ในขณะที่เส้นใยเห็ดเดินมากกว่า 25% หรือก่อนเปิดดอก ควรที่จะทำการป้องกันด้วยการหมักจุลินทรีย์เชื้อบีทีชีวภาพก่อน อาจจะหมักด้วยน้ำมะพร้าวจากลูก , น้ำเต้าหู้ ,ไข่ไก่ ,นมผงเด็ก,นมข้นหวาน,นมไวตามิลล์ เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นอยู่กับความสะดวก

3. ก่อนนำเข้าเปิดดอกในโรงเรือน ควรคัดถุงก้อนเชื้อเห็ดที่แสดงอาการทำลายของ แมลง โรค เชื้อราและไรทิ้งหรือหากไม่แน่ใจควรแยกกองไว้ต่างหาก และทำการฉีดพ่นจุลินทรีย์เชื้อบีที + บีเอสพลายแก้ว+ บาซิลลัสไมโตฟากัส หากพบการระบาดมากให้ฉีดวันเว้นวัน ติดต่อกัน 3-4 ครั้ง โดยฉีดพ่นหน้าก้อน และใช้เข็มสลิงฉีดอัดเข้าไปในก้อนเน้นตรงจุดที่เกิดเชื้อโรคเป็นพิเศษ หากพบการระบาดน้อย ให้ฉีดพ่นทุก ๆ 3 วัน ติดต่อกัน 3-4 เช่นกัน

4. หากแมลงหวี่มาตอมหน้าก้อน ควรแขวนกับดักกาวเหนียวทาบนกระดาษสีเหลือง แต่ถ้าไม่มีกาวเหนียวให้ใช้วาสลีนทาบนกระดาษแทนก็ได้ แต่ต้องทาบ่อย เพราะว่าวาสลีนนี้จะแห้งเร็ว ควรเปลี่ยนกับดักกาวเหนียว เมื่อพบว่ามีตัวแมลงมาติดจนเต็มหรือประมาณ 45-60 วัน/ครั้ง และแขวนกับกาวเหนียวให้มากเท่าที่จะมากได้ เพื่อเป็นการช่วยลดประชากรของหนอนแมลงหวี่

5. ขณะเปิดดอกแล้วควรที่จะหมั่นตรวจสอบสังเกตอยู่เป็นประจำ ดังนั้นหากพบการทำลายที่ควรจะคัดแยกออกและดูแลเป็นพิเศษ ด้วยการฉีดพ่น จุลินทรีย์เชื้อบีที + บีเอสพลายแก้ว+ บาซิลลัสไมโตฟากัส หากไม่หายควรที่จะสละก้อนทิ้งและเผาทำลาย

6. หลังจากการเก็บดอกเห็ดแล้ว ควรทำความสะอาดหน้าก้อนเชื้อทุกครั้ง โดยการใช้ปลายช้อนขูดที่ก้อนเอา เศษ และรากโคนเห็ดที่ยังติดอยู่ออกให้หมดและฉีดพ่นด้วย จุลินทรีย์เชื้อบีที + บีเอสพลายแก้ว+ บาซิลลัสไมโตฟากัส ทันที รวมถึงเนื้อเยื่อเห็ดที่ขูด ดอกเห็ดที่แห้งเหี่ยว เศษดอกเห็ดที่คัดทิ้งหรือร่วงหล่นลงพื้นโดยไม่ตั้งใจควรมีการเก็บทิ้งในถัง ขยะให้เป็นที่เป็นทาง ไม่ควรให้ตกหล่นบริเวณพื้นโรงเรือน เพราะจะทำให้เน่าและเพิ่มกลิ่นอับ เป็นที่ชื้นชอบของแมลงศัตรูเห็ด

7. เมื่อหมดรุ่นอายุของก้อนเชื้อ หลังจากการขนย้ายก้อนทิ้ง หรือทำปุ๋ยหมัก ควร ที่จะการว่างเว้นหรือพักโรงเรือนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นในระหว่างพักโรงเรือน เปิดโรงเรือนทิ้งไว้ 7-15 วัน จากนั้นทำความสะอาดด้วยสารสกัดจากสมุนไพร ไพเรี่ยม 20 ซีซี+ โทแบคโท 20 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นสลับกับจุลินทรีย์เชื้อบีที + บีเอสพลายแก้ว+ บาซิลลัสไมโตฟากัส+ ไทเกอร์เฮิร์บ ทั้งในและนอกโรงเรือน

8. การ กำจัดกลิ่นอับภายในโรงเรือน ผู้เพาะเห็ดควรหว่านสเม็คไทต์ หรือภูไมท์ ที่พื้นโรงเรือนอยู่เป็นประจำ หรือจะหว่านบาง ๆ เมื่อพบว่ากลิ่นอับภายในโรงเรือนรุนแรง การหว่านเพื่อลดกลิ่นอับภายในโรงเรือนนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้โรงเรือนถูก สุขลักษณะ ไม่เป็นที่ดึงดูดแมลงศัตรูเห็ด

Article Credit : ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

โรคเห็ด หมายถึงอาการผิดปกติที่ดอกเห็ดแสดงออกทางรูปร่าง เช่น ดอกเล็ก แคระแกรน หรือทางด้านโครงสร้าง เช่น ดอกสมบูรณ์แต่มีจุดแผลในกรณีของเห็ดที่เพาะในถุงขี้เลื่อย หมายถึงการที่เส้นใยเห็ดไม่เจริญเติบโตหรือเส้นใยไม่เดินดิน หรือเส้นใยเดินแต่หยุดชะงัก เนื่องจากมีเชื้อราอื่นเจริญได้เร็วกว่า หรือเส้นใยเดินและมีเชื้อราอื่นปนเปื้อนในถุงเพาะเห็ดเป็นบางส่วน
โรคของเห็ดโดยทั่วไป แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. โรคเห็ดที่เกิดจากเชื้อมีสาเหตุ
2. โรคเห็ดที่เกิดจากเชื้อไม่มีสาเหตุ

————————————————————————————————

โรคเห็ดที่เกิดจากเชื้อมีสาเหตุ

เกิดจากเชื้อรา เชื้อบักเตรีหรือเชื้อไวรัส หรือเกิดจากไส้เดือนฝอย เชื้อราบางชนิดทำให้เส้นใยเห็ดเจริญเติบโตช้า หรือชะงักการเจริญเติบโต เรียกว่าเป็นเชื้อราแข่งขัน หมายถึงเป็นพวกที่เจริญเร็วกว่าและแย่งอาหารจากเชื้อเห็ด เชื้อราบางชนิดเป็นพวกสร้างสารปฏิชีวนะ ที่มีผลไปชะงักการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์อื่นๆ รวมทั้งเส้นใยเห็ด ส่วนโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ได้แก่ โรคไวรัสของเห็ดสกุลนางรม เป็นต้น

เชื้อราที่เกิดขึ้นสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ระยะหัวเชื้อ ซึ่งอยู่ในรูป ของอาหารวุ้น หรือในรูปของเมล็ดข้าวฟ่าง หรือหัวเชื้อเห็ดฟางในฟางหมักกับขี้ม้า และเปลือกบัวบรรจุในถุงพลาสติก ตลอดจนถุงเห็ดที่บ่มไว้เพื่อเตรียมเปิดดอก แม้แต่ในแปลงเพาะเห็ดฟาง หรือในโรงเรือนเพาะเห็ดแชมปิญอง และเห็ดฟางแบบอุตสาหกรรม เชื้อราเหล่านี้อาจจะเป็นเชื้อราจำพวกเชื้อราปนเปื้อน หรือเชื้อราแข่งขัน และ เชื้อราที่เป็นวัชพืช (weed fungi) หรือเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคกับดอกเห็ดหรือเส้นใยเห็ดก็ได้

—————————————————————————————————

โรคเห็ดที่เกิดจากเชื้อไม่มีสาเหตุ

ลักษณะอาการผิดปกติบางชนิดของดอกเห็ด เกิดจากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น การแปรปรวนของอากาศ อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไปจากที่ควรเป็นตามฤดูกาล ความชื้นในวัสดุเพาะไม่เพียงพอ หรือสภาพภายในโรงเรือนเพาะเห็ดไม่เหมาะ เช่น มีแสงมากเกินไป ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศมีน้อย และโรงเรือนมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิดมากเกินไป หรือเกิดจากการเสื่อมของหัวเชื้อ หรือลักษณะผิดปกติบางชนิดทางพันธุกรรม โรคที่เกิดจากเชื้อไม่มีสาเหตุ ได้แก่

1. โรคราสนิมของเห็ดเป๋าฮื้อ ลักษณะดอกเห็ดภายนอกและโคนดอกจะเป็นสีซีด ๆ สีน้ำตาลคล้ายสนิม บางแผลขยายมารวมกันเกิดเป็นบริเวณสีน้ำตาลขนาดใหญ่กลายเป็นสีน้ำตาลครึ่งดอกจนกระทั่งเกือบหมดทั้งดอก ถ้าเกิดโรคในขณะดอกเห็ดยังเล็ก ดอกจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ฝ่อแห้ง มักเกิดกับดอกรุ่นแรกและในระยะเปลี่ยนอากาศ เช่น จากร้อนเป็นฝน ฝนเป็นหนาว

2. โรคดอกหงิกของเห็ดสกุลนางรม ลักษณะอาการบนดอกเห็ดนางรมและเห็ดภูฎานคล้ายคลึงกัน คือดอกเห็ดเกิดเป็นกระจุก กระจุกละหลายดอก ประมาณ 5 – 15 ดอก แต่ละดอกมีขนาด ประมาณ 1 – 2 เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 4 เซนติเมตร หมวกดอกไม่บาน หรือไม่คลี่ออก ก้านดอกอาจเกิดเดี่ยว ๆ หรือติดเป็นเนื้อเดียวกันกับก้าน ดอกเห็ด 3-4 ดอก ขอบหมวกหงิกงอหยักไปมา หรือขอบหมวกม้วนออก
อีกลักษณะคือก้านยาวบิดเบี้ยวผิดปกติ ไม่มีหมวกดอกหรือก้านดอกเห็ดใหญ่กว่าผิดปกติ หมวกดอกเป็นกรวยคล้ายปากแตร ดอกเล็กและไม่คลี่บาน ครีบของดอกหยักเป็นคลื่น ครีบไม่ชิดติดกัน และครีบเป็นเนื้อเดียวกันกับก้านดอก ยังคงมีสีขาว หรือขาวนวลปกติ หรือสีเทาอ่อนๆ ลักษณะอาการบนดอกเห็ดเป๋าฮื้อมีก้านดอกสั้นผิดปกติ ลีบไม่สมบูรณ์ หมวกดอกมีขนาดเล็กบิดเบี้ยว ดอกไม่คลี่บานออก ดอกมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ไม่บานเต็มที่ ขอบดอกหยักโค้งลงมา บางดอกขอบดอกม้วนหงิกงอ หมวกดอกบางดอกแตกเป็นติ่ง ๆ บนก้านดอกเดียวกัน ดอกเห็ดมีสีเทา ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

3. โรคไวรัสของเห็ดนางรม หมวกเห็ดนางรมม้วนขึ้นหรืองอลง ดอกมีขนาดเล็ก ขอบดอกไม่เรียบเมื่อถูกน้ำจะฉ่ำน้ำมากกว่าปกติ หรือดอกแคระแกรน ช่อดอกสั้นเป็นกระจุก เชื้อไวรัสนี้สามารถถ่ายทอดได้
ด้วยวิธีสัมผัส และสามารถป้องกันได้โดยไม่ใช้ดอกที่สงสัยว่าจะเป็น โรคนี้ไปทำพันธุ์ (ต่อดอก)

แนวทางการแก้ไขปัญหา

1. การถ่ายเทอากาศ ตรวจดูสภาพโรงเรือนว่ามีช่องระบายอากาศเพียงพอหรือไม่ หรืออาจเพิ่มช่องเปิด – ปิด (บานกระทุ้ง) ที่ด้านข้างทั้งสองด้าน เพื่อระบายอากาศและป้องกันการสะสมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ควรเปิดประตูและหน้าต่างในตอนเช้ามืด เพื่อระบายอากาศ

2. แสงสว่าง ตรวจความเข้มของแสงในโรงเรือนให้มีความสว่างเพียงพอกับการพัฒนาการเจริญเติบโตของดอกเห็ด และให้พร้อมสำหรับตรวจความผิดปกติต่าง ๆ ของโรงเรือนและดอกเห็ด โดยใช้วิธีเปิดช่องหน้าต่าง หรือช่องแสง หรือใช้แสงไฟช่วย โดยเฉพาะช่วงเก็บเห็ดตอนเช้ามืด

3. ความชื้น ความชื้นที่ตรวจดูมี 2 อย่าง คือ ความชื้นสัมพัทธ์อากาศภายนอกโรงเรือน และความชื้นภายในโรงเรือนระยะเปิดดอกความชื้นโดยทั่วไปควรอยู่ระหว่าง 80 – 90 % ความชื้นใน
โรงเรือนสัมพันธ์กับอุณหภูมิสูงต่ำของอากาศภายนอก ดังนั้นฤดูหนาวอากาศแห้ง ความชื้นต่ำ ควรใช้ผ้าพลาสติกกบโรงเรือนด้านใน ไม่ควรเปิดประตู หน้าต่างโรงเรือนไว้เพราะความชื้น จะระเหยไป การให้น้ำ 3 เวลา จะช่วยให้โรงเรือนมีความชื้นพอเหมาะ ส่วนในฤดูร้อนอุณหภูมิภายนอกโรงเรือนจะสูง
ควรให้น้ำวันละหลาย ๆ ครั้ง รดน้ำที่พื้นที่ข้างฝาและหลังคาจะช่วยให้โรงเรือนมีความชื้นตามที่ต้องการ นอกจากนี้ควรมีการระบายอากาศภายในโรงเรือน
4. สูตรอาหาร สูตรอาหารที่ใช้เป็นสูตรมาตรฐานหรือดัดแปลงเพิ่มธาตุอาหารบางชนิดเข้าไป การเปลี่ยนแปลงทางเคมีและฟิสิกส์ของวัสดุไม่สมดุล ทำให้คุณภาพของวัสดุและธาตุอาหาร เปลี่ยนไปด้วย

——————————————————————————————————

โรคของเห็ดถุง

โรคของเห็ดถุงที่พบโดยทั่วไป มีดังนี้
โรคซึ่งเกิดจากเชื้อรา เกิดได้ทั้งจากเชื้อราแข่งขันและเชื้อราโรคเห็ด (disease fungi) โดยทั่วไปเชื้อราปนเปื้อนหรือเชื้อราแข่งขันมักจะเกิดขึ้นกับขี้เลื่อย ซึ่งเป็นวัสดุเพาะขณะกำลังบ่มเชื้อ เชื้อราเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นพวกที่เส้นใยเจริญเร็วมาก เมื่อเกิดเชื้อราแข่งขัน จะสังเกตเห็นเส้นแบ่งเขต (Zone line) ที่บริเวณเส้นใยเห็ดเจริญมาบรรจบกันกับเส้นใยของเชื้อราปนเปื้อน หรือถ้ามีเชื้อราอื่นเกิดขึ้นบริเวณปากถุง เช่น เชื้อรา Neuropora ทำให้เกิดการระบาดไปทั่วทั้งโรงเพาะ การเกิดเชื้อราปนเปื้อนในถุงเพาะเห็ด มักเป็นสาเหตุให้การเพาะเห็ดได้รับความเสียหาย ผลผลิตเห็ดลดลง เชื้อราสาเหตุได้แก่
1. เชื้อรากลุ่มแอสเพอร์จิลลัส (Aspergillus) ลักษณะบางส่วนของถุงเห็ดหรือก้อนเชื้อเห็ดมีสีเขียวเข้มเกือบดำ หรือสีน้ำตาล เกิดติดกับบริเวณที่มีสีเขียวเข้ม อาจเกิดที่ส่วนบนใกล้ปากถุงแล้วลามลงไปข้างล่าง หรืออาจเกิดจากด้านบนขึ้นไปก็ได้ เมื่อนำก้อนเชื้อเห็ดไปแยกเชื้อบริสุทธิ์พบว่า มีเชื้อ Aspergillus 3 กลุ่ม คือ Aspergullus flavus, A. fumigatus, A. niger

2. เชื้อราโบไตรโอดิฟโพลเดีย (Botryodiplidia) หรือราดำ ทำให้ขี้เลื่อย
ในถุงเพาะเห็ดมีสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ โดยเริ่มแรกเชื้อรามีสีขาว ต่อมา
เชื้อราสีขาวจะขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทิ้งไว้นานๆ สังเกตเห็นก้อนเล็กๆ สีดำนูนออกมาที่ผิวของถุงพลาสติก ก้อนสีดำคือส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อราที่เรียกว่า pycnidium ซึ่งภายในมีสปอร์เกิดขึ้นมากมาย

3. เชื้อรากลุ่มราเขียว หรือ Green mould (Trichoderma Gliocladium) เนื่องจากสปอร์ของเชื้อรามีสีเขียวอ่อนใส เมื่อเกิดรวมกันหนาแน่นทำให้เห็นเป็นหย่อมสีเขียวมะกอก หรือเขียวเข้มในถุงเห็ด ครั้งแรกจะเห็นเส้นใยสีขาวเจริญเติบโตดีในก้อนเชื้อเห็ดแล้วเปลี่ยนสีไป เนื่องจากเชื้อรา
มีอายุมากขึ้น เชื้อราเขียวที่พบมีดังนี้

- ราเขียว Gliocladium sp. ซึ่งเชื้อรา G. virens ยังทำให้เกิดโรคกับดอกเห็ดนางรมได้
– ราเขียว Trichoderma spp.ได้แก่ T.harzlianum hamatum, T.aureoviride

4. ราเขียวเพนนิซิเลียม และเพซิโลไมซีส (Penicillum หรือ Pacelomyces) รา 2 ชนิดนี้มีลักษณะรูปร่างทางสัณฐานวิทยาคล้ายคลึงกันมาก เป็นพวกที่สร้างสปอร์จำนวนมาก Pacelomyces มักเกิดในถุงเพาะเห็ดหอม

5. ราสีส้ม หรือราร้อน (Neurospora sp.) ลักษณะเป็นผงสีชมพูอมส้ม หรือเป็นก้อนติดกันสีชมพู บางถุงอาจมีราสีส้มเกิดที่ก้นถุงได้ ราสีส้มมักเกิดเป็นกระจุกบริเวณปากถุง เชื้อระยะนี้สร้างส่วนขยายพันธุ์ (สปอร์) ในระยะ Imperfect stage จึงเรียกเป็นเชื้อรา Monilia ราสีส้มทำให้เส้นใยเห็ดเจริญไม่ได้ เนื่องจากเชื้อรานี้เจริญเร็วปกคลุมเชื้อเห็ดเสียก่อน

6. ราเมือก (Slime Mould) ลักษณะเป็นเส้นเมือกสีเหลืองชัดเจนที่บริเวณด้านข้าง ๆ ถุง และบริเวณปากถุง มักเกิดกับถุงเห็ดที่เก็บดอกไปแล้วหลายรุ่นและเป็นถุงที่อยู่ด้านล่าง ถุงเห็ดหูหนู ที่กรีดถุงด้านข้างเมื่อรดน้ำนาน ๆ ทำให้ถุงเห็ดแฉะ หรือถุงเห็ดภูฐานที่หมดรุ่นแล้ว แต่ยังไม่มีการขนย้ายเพื่อทำความสะอาดโรงเรือน

การป้องกันการเกิดเชื้อราปนเปื้อนในถุงเพาะเห็ด

1. ตรวจสอบความสะอาดและความบริสุทธิ์ของหัวเชื้อก่อนซื้อ
2. ถ่ายเชื้อหรือใส่เชื้อในห้องที่สะอาดปราศจากฝุ่นและลมพัด
3. คัดแยกถุงเสียถุงแตก มีจุกสำลีขึ้น ไปนึ่งใหม่หรือเผาทำลาย
4. รักษาความสะอาดโรงเพาะ และบริเวณรอบ ๆ ฟาร์ม
5. เมื่อเก็บผลผลิตหมดแล้ว ควรพักโรงเห็ดประมาณ 2-3 สัปดาห์
เพื่อทำความสะอาด พ่นยาฆ่าแมลงหรือเชื้อราก่อนนำเห็ดชุดใหม่

โรคที่เกิดจากเชื้อบักเตรี

1. โรคเน่าสีน้ำตาลของเห็ดภูฎาน เกิดจากเชื้อซูโตโมแนส โทลลาสซิโอ (Pseudomonas tolaasii) ลักษณะอาการคือหมวกเห็ดด้านบนเป็นจุดสีเหลืองแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลขยายไปทั่ว หมวกก้านดอกมีแผลเป็นปื้นสีเหลือง หรือสีน้ำตาลแดง แผลนี้ยุบตัวได้ โรคนี้มีผลทำให้ดอกเห็ดมีขนาดเล็กกว่าปกติ ผิวหมวกมีสีน้ำตาลอ่อนช้ำไม่เป็นที่ต้องการของตลาด

2. โรคจุดสีน้ำตาลของเห็ดเป๋าฮื้อ และโรคเน่าเหลืองของเห็ดสกุลนางรม (เห็ดนางรม เห็ดภูฎาน) เกิดจากเชื้อซูโตโมแนส ฟลูโอเรสเซนส์ (Pseudomonas fluorescens) ลักษณะอาการของเห็ดเป๋าฮื้อคือ
ดอกเห็ดที่เพิ่งโผล่ออกมามีสีเหลืองซีด บางดอกมีการม้วนงอไม่สมบูรณ์ ดอกไม่พัฒนา ส่วนดอกที่เจริญออกมาได้ดีวันต่อมาจุดสีน้ำตาลจะเข้มและยุบตัว ส่วนอาการในเห็ดสกุลนางรมคือดอกเห็ดที่เพิ่งโผล่ออกมาสีเหลือง ดอกมีขนาดเล็กกว่าปกติ ดอกม้วนงอ ดอกเห็ดเหี่ยวเหลืองทั้งกระจุกและไม่พัฒนา โรคนี้ทำให้เก็บหมวกดอกไม่บานเต็มที่ ก้านลีบเป็นกระจุก หมวกดอกด้านบนและด้านล่าง รวมทั้งก้านดอกมีจุดสีน้ำตาลอ่อนประปรายอีก 1 – 2 ผลผลิต ดอกเห็ดในรุ่นแรกไม่ได้ผลผลิต และถ้าปริมาณเชื้อมีมากและลงไปในถุงเห็ดจะทำให้เกิดความเสียหายหมดทั้งรุ่น

การป้องกันกำจัดโรคที่เกิดจากบักเตรี

ลดความชื้นในโรงเพาะไม่ให้เกิด 80 – 85 % การรดน้ำไม่ควรให้หยดน้ำค้างอยู่บนดอก ควรให้ผิวหน้าของดอกเห็ดแห้งภายใน 3 ชั่วโมง ถ้าจำเป็นให้รดด้วยน้ำคลอรีน (คลอร็อกซ์ หรือไฮเตอร์ละลายน้ำ) อัตราส่วน 10 ซีซี ต่อน้ำ 1 ปิ๊บ เพื่อฆ่าเชื้อโรค

**********************************************************

ที่มาของข้อมูล: สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร


ยินดีต้อนรับทุกๆท่านครับ
เพิ่มเพื่อน
SiamMushroom.com สยามเห็ดฟาร์ม ศูนย์รวมทุกอย่างเกี่ยวกับเห็ด รู้ลึก รู้จริง จากประสบการณ์โดยตรงกว่า 10 ปี เรามีทั้งข้อมูล ความรู้ เคล็ดลับ เทคนิก ต่างๆ เกี่ยวกับ การเพาะเห็ด การทำโรงเรือน การเพาะเห็ดอย่างยั่งยืน สนใจหรือมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามได้ครับ

Line id = http://line.me/ti/p/fCnGrmYhKc
กด Like พูดคุยกันบน Facebook
มั่นใจในคุณภาพของเรา
สินค้ามาใหม่