แนะนำสินค้าชีวภาพ

วิธีเพาะเห็ดแบบรวดเร็วและประหยัดแรงงาน มอบไว้เป็นมรดกโลก

การปลูกเห็ดกำลังเป็นเกษตรกรรมที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรมากโข ในวงกว้าง   แต่การบ่มเพาะเห็ดเพื่อการค้า มีกระบวนการที่เหนื่อยยากอยู่ส่วนหนึ่งคือ ช่วงบ่มเชื้อ ที่ต้องให้ความชื้นด้วยการฉีดพ่นละอองน้ำทุกวันเป็นเวลานานนับเดือน

 

ครั้งหนึ่งผมเคยไปซื้อถุงเชื้อเห็ดมาลองเพาะดู  ซื้อมาสองถุง ถุงหนึ่งทำการรดน้ำแบบที่คนขายบอกตามวิธีการมาตรฐาน   อีกถุงหนึ่งผมไม่รดน้ำเลย  แต่เอาจานใส่น้ำไปวางไว้ก้นถุง (เอาถุงห้อยลอยไว้)  ปลากดว่า (ปลาหมอก็คงว่าด้วยแหละ) ถุงหลังนี้ออกดอกใน ๒วัน  ส่วนอีกถุงที่ปลูกตามวิธีปกติออกดอกใน ๔ วัน  แถมดอกในถุงหลังงามกว่าเสียอีก แถมยังไม่ต้องเสียแรงรดน้ำ ๔ วัน เช้าเย็น

 

ด้วยเหตุนี้ผมเลยเกิดแนวคิดในการเพาะเห็ดแบบใหม่ดังนี้

1) สร้างโรงเรือนเป็นเรือนทรงกระบอกกลม  หรือ ๘ เหลี่ยมด้านเท่า  ทำด้วยเสาไม้ไผ่ก็ได้ แล้วหุ้มผนังโดยรอบด้วยผ้าพลาสติกแบบ slant  (มีรูพรุน)  ส่วนหลังควรคลุมด้วยพลาสติกสีชา หรือทึบ  กันแดด ฝน

2)  สมมติว่าโรงเรือนมีขนาดเส้นผ่าศก. สัก ๕ เมตร  จากนั้นตรงกลางห้องให้ขุดบ่อขนาด ๒ เมตร ลึก 50 ซม.  เอาพลาสติกรองก้น เอาน้ำเทลงไปให้เต็ม  เอาสุ่มไก่ไปครอบไว้ เอาใส้ตะเกียง หรือเศษผ้าขี้ริ้ว ไปห้อยไว้กับสุ่มไก่ ปล่อยปลายให้จุ่มน้ำจนเปียกโชก

3)  จากนั้นพื้นที่วงรอบนอกของบ่อน้ำ  ก็เอาลวดหรือเชือก ไปห้อยไว้จากขื่อหลังคาโดยรอบ ห้อยยาวมาถึงพื้นห้อง   แล้วเอาถุงเห็ดไปห้อยไว้กับเชือกเหล่านี้อีกที (โดยไม่ต้องทำชั้นวางถุงเห็ดให้สิ้นเปลือง)  โดยเชือกเส้นหนึ่งก็ห้อยได้สัก ๒๐ ถุง   เชือกสองร้อยเส้นก็อาจห้อยได้  4000 ถุง

 

จากนั้นก็ปล่อยเขาเสรี  ไม่ต้องรดน้ำเช้าเย็นให้เหนื่อยยาก  ทั้งนี้เพราะน้ำจากบ่อตรงกลางจะระเหยออกมาผ่านเส้นผ้าขี้ริ้ว แล้วแพร่กระจายความชื้นออกไปทั่วห้อง

 

ส่วนการระบายอากาศก็จะดีเพราะผนังเป็น slant ที่มีรูพรุน  แดดก็เข้ามารำไรแบบกระจายผ่านรูพรุนของ slant ซึ่งเห็ดมักชอบบรรยากาศแบบนี้

 

ผลดีของวิธีนี้คือ

-ประหยัดแรงงานและเวลาในการรดน้ำ รวมทั้งประหยัดน้ำด้วย (ประหยัดเครื่องฉีดพ่นด้วย) (ประหยัดสุขภาพคนทำงานด้วย เพราะไม่ต้องไปอยู่ในห้องชื้นๆ อับๆ นานๆ )

-เห็ดได้ความชื้นตลอดเวลา ๒๔ ชม.  (เหมือนสภาพป่าจริงๆ )  ทำให้น่าจะร่นเวลาการเพาะปลูก และได้ดอกเห็ดมากกว่า  (ดังที่ได้พิสูจน์แบบจานใต้ห่อแล้ว)

-ประหยัดค่าก่อสร้างโรงเรือน  (ไม่ต้องมีชั้นวางเห็ด) แถมยังสามารถเดินเข้าไปเก็บเห็ดสะดวก ไม่ต้องเอื้อมมือผ่านขอบชั้น

 

ให้ฟรีๆ  ไม่สงวนลิขสิทธิ์  ท่านใดเอาไปใช้ได้ผลอย่างไรแจ้งกันด้วย เป็นวิทยาทาน    ควรมีการทำวิจัยเสริม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นความสม่ำเสมอของความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ

การควบคุมความชื้นให้มากน้อยในช่วงเวลาต่างๆ ก็ไม่ยาก  เพียงเพิ่มลดจำนวนเส้นผ้าขี้ริ้ว ก็ได้แล้ว

 

โชคดีมีเห็ดกิน ขาย กันทั้งปีเด๊อพี่น้องเด๊อ จะได้ไม่ต้องไปรับจ้างเดินขบวน เผาบ้านเผาเมืองเหมือนเก่าก่อน

…คนถางทาง (๑ พย. ๕๕)

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คุณสมยศ  กรุณา หัวหน้าฝ่ายขายผลิตภัณฑ์ศูนย์รวมสวนเห็ดอรัญญิก

“ถ้าคนไม่มีประสบการณ์ในการเพาะเห็ดเลยควรเริ่มต้นจากการซื้อก้อนเชื้อสำเร็จไปที่เขาหยอดเชื้อแล้ว ไปลองเพาะดูก่อนเราดูแลรดน้ำให้ออกดอก เมื่อเราทำตรงนี้จนมีประสบการณ์ชำนาญแล้ว มีตลาดรองรับที่แน่นอนแล้ว เราอาจจะลองซื้อก้อนเชื้อสำเร็จมาเปิดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเรามั่นใจว่าสามารถผลิตก้อนเชื้อเองได้ เราก็ผลิตก้อนเนื้อเองได้ โดยเราต้องลงทุนเพิ่ม คือ อุปกรณ์หม้อนึ่งฆ่าเชื้อและอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ เช่น วัตถุดิบพวกขี้เลื่อย”

ที่จริงแล้วตลาดของเห็ด เราสามารถทำได้ตั้งแต่ การผลิตหัวเชื้อเห็ด หรือการผลิตก้อนเชื้อเห็ด ขายก็ได้ แต่ถ้าเราไม่มีความชำนาญ ควรผลิตดอกเห็ดขายก่อน เราก็สามารถแบ่งช่องทางการขายได้อีก ทั้งขายดอกสด ขายดอกแห้ง หรือขายผลิตภัณฑ์เห็ดที่แปรรูปแล้ว หรือจะนำเห็ดสดดองเกลือแล้วส่งขายต่างประเทศ ซึ่งมีบริษัทต่างประเทศมาลงทุนทำแบบนี้อยู่ รับซื้อเห็ดสดมาดองแล้วส่งกลับไปบ้านเขา อันนี้ก็เป็นอีกตลาดหนึ่ง”

“สถานการณ์ดอกเห็ดตอนนนี้มีแนวโน้มที่สามารถเพาะเลี้ยงไปได้เรื่อย ๆ เพราะว่าในอนาคตสัตว์ต่าง ๆ สามารถเกิดโรคระบาดได้ง่าย แต่โรคระบาดเห็ดจะไม่กระทบกระเทือนถึงสุขภาพผู้บริโภค มีแต่กระทบกับผู้ผลิตเท่านั้นที่ผลิตได้น้อยลง”

“นโยบายของรัฐบาลเองก็ให้ความสำคัญ ในเรื่องของการผลิตอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เห็ด ก็เป็นตัวหนึ่งที่มีรสชาติอร่อย โปรตีนสูง ใช้แทนเนื้อสัตว์ได้ ยังมีพวกวิตามิน กรดอมิโน ที่จำเป็นต่อร่างกายอีกหลายชนิด แล้วยังเป็นอาหารหลักของกลุ่มที่ทานมังสวิรัส ยังมีคุณค่าทางด้านสมุนไพรที่จะช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ ได้ด้วย”

“อยากแนะนำให้เกษตรกรผู้ผลิตควรมองถึงคุณภาพเห็ดด้วย ถ้าเรามองแต่ว่าจะทำให้ได้วันละ 100 กก. 200 กก. ถ้าเราเน้นแต่ปริมาณ เราจะไม่ได้ในเรื่องของราคา ในช่วงที่อากาศเหมือน ๆ กัน เห็ดตัวเดียวกันก็ออกดอกมาเยอะ พร้อม ๆ กัน ราคาก็ถูกลงเหมือนกับสินค้าเกษตรตัวอื่น ๆ แต่ถ้าเราสามารถควบคุมคุณภาพของเห็ด และผลิตเห็ดได้หลาย ๆ ชนิดผสมผสานกันลงไปในฟาร์มของเรา ในช่วงที่เราเพาะเห็ดนางรม เราก็เพาะเห็ดหอมด้วย เห็ดหลินจือด้วย เห็ดโคนญี่ปุ่นด้วย หรือเห็ดอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่เราเพาะได้ บางช่วงที่เห็ดนางรมราคาถูก แต่เห็ดตัวอื่นยังมีราคาแพง ก็จะทำให้เราอยู่ในอาชีพการเพาะเห็ดได้นานอย่างยั่งยืน ถ้าเราเพาะแต่เห็ดตัวใดตัวหนึ่ง บางช่วงถ้าราคาถูกเราจะขาดทุน แล้วจะอยู่ในอาชีพการเพาะเห็ดไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนอาชีพใหม่ไปเรื่อย ๆ”

“เราจะเก็บดอกที่ตูมไว้อีกนิด แล้วไม่รดน้ำก่อนเก็บ 2 ชม. เราจะได้เห็ดที่มีคุณภาพขายได้ราคา อย่างเห็นล้นตลาดจะไม่เกิน 2-3 วัน ถ้าเราเก็บดอกตูมเราจะยืดเวลาไปได้อีก โดยแช่ไว้ในห้องเย็นจะชะลอการขายได้”

“เราอาจจะเริ่มจากตลาดในชุมชนท้องถิ่นของเราก่อนก็ได้ โดยดูว่าในชุมชนเรานิยมบริโภคเห็ดอะไร แล้วถ้าเป็นต่างจังหวัดต้องดูด้วยว่าช่วงไหนที่เห็ดป่าจะออก เพราะคนต่างจังหวัดจะนิยมบริโภคเห็ดป่ามากกว่า เห็ดเพาะเลี้ยง ซึ่งเราอาจจะเปลี่ยนไปรับเห็ดป่ามาจำหน่ายแทน”

“นอกจากนี้ เราจะส่งเห็ดไปตลาดขายส่งใหญ่ ๆ อย่างตลาดไท ปากคลองตลาด ตลาดสี่มุมเมือง หรือตลาดสดทั่ว ๆ ไป หรือตลาดชุมชนของเราเอง ที่มีถึง 100 หลังคาเรือน เราสามารถผลิตเห็ดขายได้แล้ว เราสามารถกำหนดคุณภาพ ควบคุมราคาได้ง่ายด้วย”

“อีกตลาดหนึ่งที่น่าสนใจ เราสามารถกำหนดราคาที่แท้จริงได้ คือ การแปรรูปเห็ด ซึ่งต่างจากเราขายเห็ดสด ที่เราต้องพึ่งพากลไกตลาด ที่พ่อค้าคนกลางเป็นคนกำหนดราคา โดยทั่วไป เขาจะรับเห็ดไปขายให้ก่อน แต่ยังไม่กำหนดราคา พอเขาขายได้เสร็จถึงจะมาบอกราคาทีหลัง อย่างเขาบอก กก.ละ 7 บาท เราก็ต้องขาย เราไม่สามารถต่อรองราคาอะไรได้มาก เพราะผลผลิตออกมาทุกวัน ๆ เพราะเราต้องการปริมาณมาก ถ้ามองไปอาจจะไม่ได้กำไร จากการเพาะเห็ดเลยก็ได้ หรือกำไรน้อย แต่ถ้าเราเพาะเองขายเองก็จะดีกว่า แต่เราก็ต้องมาดูว่ามีบุคคลากรตรงนี้หรือเปล่า ถ้าไม่มีเกษตรกรรวมตัวกันเพาะเห็ด โดยแบ่งหน้าที่กันทำได้ก็จะดี”

“ทุกอาชีพต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ใหม่ ๆ เราอาจจะไม่รู้ว่าเห็ดอะไรช่วงไหนดอกออกเยอะ แต่ขอให้ทำไปเราจะสะสมประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ เราจะรู้ว่าช่วงนี้เห็ดชนิดนี้ออกเยอะ เราก็จะทำให้เห็ดของเราออกน้อย พอช่วงนี้เห็ดชนิดนี้ออกดอกน้อย เราทำให้ของเราออกดอกเยอะ”

“การแปรรูปเห็ด เป็นช่องทางการตลาดอีกช่องทางหนึ่งเลย โดยเราไม่ต้องรีบส่งเห็ดสดขายให้หมด เราสามารถชะลอการขายได้ออกไปได้ เป็นเดือน เป็นปี ขึ้นอยู่กับว่าเราจะแปรรูปเห็ดเป็นผลิตภัณฑ์อะไรออกมา”

“การแปรรูปต้องดูว่าอย่าง ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ เขานิยมบริโภคอะไรกัน เช่น แหนม ปลาร้า น้ำพริก ซอส ซีอิ๊ว ซึ่งเราต้องมาดูผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้ เราเอาเห็ดเข้าไปเกี่ยวข้องได้ไหม ทั้ง 100% หรือ 60% หรือ 20% ถ้าเรายิ่งเอาเห็ดสดไปเกี่ยวได้มากเท่าไร มันก็ยิ่งไปรองรับเห็ดสดเรามากเท่านั้น อีกอย่างเห็ดแปรรูป เราสามารถเพิ่มราคาได้อีก 20-50% ขึ้นอยู่กับว่าเราจะแปรรูปเป็นอะไร อาหารคาว อาหารหวาน ได้ทั้งนั้น”

 

ที่มา : http://www.thaikasetsart.com/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA/

เพลี้ยไฟ

เพลี้ยไฟเป็นแมลงที่มีขนาดเล็กมากขนาดยาวประมาณ 0.5 – 2.0 ม.ม. สามารถรอดตามุ้งกันแมลงเข้ามาทำลายผักได้โดย ใช้กรามข้างซ้ายเขี่ยให้ใบผักช้ำแล้วจึงดูดน้ำเลี้ยงจะทำลายใบล่างๆ ก่อนเราจะเห็น รอยทำลายได้อย่างชัดเจน แต่มักพบตัวเพลี้ยไฟน้อยในตอนกลางวันเพราะโดยเฉพาะตัวอ่อน เพลี้ยไฟจะหลบอยู่แล้วออกมาหากินมากตอนเย็นถึงเช้าถ้ามีจำนวนมากๆ จะทำลายใบผักสูงขึ้นมาเรื่อยๆ จากใบล่างจนถึงยอดช่วงที่มีอากาศแห้งในหน้าร้อนกับหน้าหนาวเพลี้ยไฟจะระบาดได้ดี

หนอนกระทู้ผัก

หนอนกระทู้ผักหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าหนอนหนังเหนียวชอบหากินกลางคืน ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน กินผักแทบทุกชนิด ถ้าไม่มีผักกินหญ้าก็ยังกิน

 

เพลี้ยอ่อน

เพลี้ยอ่อนมีขนาดเล็กออกลูกเป็นตัวมีหลายสี แต่ที่ผู้เขียนพบมากเป็นสีเขียว ในบางช่วงตัวแก่จะมีปีกบินได้ชอบขึ้นผักไทยหรือผักจีน ไม่ค่อยพบในผักสลัด ส่วนมากมดจะขนมา เพลี้ยอ่อนจะดูน้ำเลี้ยง แล้วปล่อยของเหลวมีรสหวาน มดจะเอาของเหลวไปกิน เมื่อเข้าทำลายผักจะโตช้าใบบิดเบี้ยวผิดรูปและยังเป็นตัวนำเชื้อโรค เช่น ไวรัส

 

กำจัดเพลี้ยต่างๆ นั่นแนะนำให้ใช้จุลลินทรีย์ปราบแมลง บิววาเรีย และ น้ำส้มควันไม้  และ ใช้ควบคู่กับ กาวเหนียวทากับแผ่นพลาสติกเหลืองล่อแมลงมาติดกับดัก

ตัดวงจรแมลงรบกวน

กำจัดหนอน แนะนำให้ใช้ จุลลินทรีย์ BT

กำจัดโรคพืชต่างๆ แนะนำให้ใช้ จุลลินทรีย์พลายแก้ว หรือ เชื้อราไตรโครเดอร์ม่า

จุลชีพ บิวเวอเรีย ไล่แมลง

จุลชีพ บิวเวอเรีย ไล่แมลง

น้ำส้มควันไม้ ชีวภาพ ไล่แมลง

น้ำส้มควันไม้ ชีวภาพ ไล่แมลง

กาวเหนียวดักแมลง+พลาสติกเหลือง

กาวเหนียวดักแมลง+พลาสติกเหลือง

พลายแก้ว ปราบรา ศัตรูเห็ด

พลายแก้ว โรคพืช

บีที บาซิลลัส ปราบหนอน ศัตรูเห็ด

บีที บาซิลลัส ปราบหนอน

41662

ไตรโครเดอร์ม่า ปราบโรคพืช

 

 

 

 

 

 

น้ำส้มควันไม้ ชีวภาพ ไล่แมลง

น้ำส้มควันไม้ ชีวภาพ ไล่แมลง

คุณประโยขน์ของน้ำส้มควันไม้

ด้านการเกษตร ควรใช้ติดต่อกันประมาณ 1 เดือน จึงจะเห็นผล เนื่องจากน้ำส้มควันไม้ไม่ใช่สารเคมีจึงไม่เป็นโทษภัยต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม

วิธีใช้
-   การใช้น้ำส้มควันไม้ในระบบไฮโดรโปนิกส์ ถ้าในโรงเรือนมีการใช้ระบบละอองน้ำเพื่อลดอุณหภูมิ ผสมลงไปในถัง ในอัตราส่วน 1 ลิตร ต่อน้ำ 500 ลิตร หากเป็นระบบปิดเช่นใช้มุ้งให้ผสมในอัตราส่วน 1 ลิตร ต่อน้ำเปล่า 200 ลิตร พ่นทั้งโรงเรือนรวมถึงมุ้งต่างๆที่แมลงจะเข้าไปหลบ วันเว้นวัน จะทำให้แมลงออกจากโรงเรือนไปในที่สุด
- ป้องกันโรครากเน่าและโคนเน่าจากเชื้อรา  ผสมน้ำ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ลิตร ฉีดพ่นลงดินก่อนปลูกพืช 15 วัน
-   เพื่อเร่งการเจริญเติบโตกระตุ้นความต้านทานโรค  ผสมน้ำ 5 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร ราดโคนต้นทุก 7-15 วัน
-   ป้องกันกำจัดศัตรูพืช ขับไล่แมลงทุกชนิดและเชื้อรา  ผสมน้ำ 5 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร ราดโคนต้นทุก 7-15 วัน
-   เพื่อช่วยในการสังเคราะห์น้ำตาลของพืช  ผสมน้ำ 2 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร ฉีดพ่นผลอ่อนหลังจากติดผลแล้ว 15 วัน และพ่นอีกครั้งก่อนเก็บเกี่ยว 20 วัน
-   ป้องกันมดและแมลง  ผสมน้ำ 5 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ลิตร ราดหรือพ่นบริเวณที่มี มด และ แมลง มารบกวน

ด้านอื่นๆ ทั่วไป

1. ความเข้มข้น 100 เปอร์เซ็นต์ ใช้รักษาแผลสด แผลถูกน้ำร้อนและไฟลวก รักษาโรคน้ำกัดเท้าและเชื้อราที่ผิวหนัง
2. น้ำส้มควันไม้ ผสมน้ำ 20 เท่า ใช้ราดทำลายปลวกและมด
3. น้ำส้มควันไม้ ผสมน้ำ 50 เท่า ใช้ป้องกันปลวก มด และสัตว์ต่างๆ เช่น ตะขาบ แมงป่อง กิ้งกือ
4. น้ำส้มควันไม้ ผสมน้ำ 100 เท่า ใช้ฉีดพ่นถังขยะ เพื่อป้องกันกลิ่นและแมลงวัน ใช้ดับกลิ่นในห้องน้ำ ห้องครัวและบริเวณชื้นแฉะ ใช้ดับกลิ่นกรงสัตว์เลี้ยง ใช้หมักขยะสดและเศษอาหารเป็นปุ๋ยสำหรับไม้ประดับรอบบ้าน โดยต้องผสมน้ำอีก 5 เท่า หลังจากหมักแล้ว 1 เดือน

ข้อควรระวังในการนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้
1.   น้ำส้มควันไม้มีความเป็นกรดสูง ระวังอย่าให้เข้าตา
2.   น้ำส้มควันไม้ไม่ใช่ปุ๋ย แต่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ดังนั้นการนำไปใช้ในทางการเกษตร จะเป็นตัวเสริมประสิทธิภาพให้กับพืชใช้แทนปุ๋ยไม่ได้
3.   การใช้น้ำส้มควันไม้เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์และแมลงในดินเป็นโทษกับพืช ควรทำก่อนเพาะปลูกอย่างน้อย 10 วัน
4.   การนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ต้องผสมน้ำ ให้เจือจางตามความเหมาะสมของพืชแต่ละชนิด หากใช้กับพืชกินใบ ควรใช้ฉีดพ่นใต้ใบ เนื่องจากจะช่วยขับไล่แมลงใต้ใบ
5.   การฉีดน้ำส้มควันไม้เพื่อช่วยให้ดอก ติดใบ ควรฉีดก่อนที่ดอกจะบาน เนื่องจากหากฉีดหลังจากดอกบานจะทำให้แมลงไม่เข้ามาผสมเกสร เพราะกลิ่นฉุนของน้ำส้มควันไม้และดอกจะหลุดร่วงง่าย

น้ำส้มควันไม้ ขายส่ง ยกลัง

น้ำส้มควันไม้ ขายส่ง ยกลัง

 

 

page1-300x300 page2-300x300

มีผลการทดสอบจริงรายงานมาว่า สีเหลือง เป็นสีที่ล่อแมลงมาติดกับดักมากที่สุดครับ

ที่มาของคำตอบว่าทำไมต้องเป็นสีเหลือง เพราะสีเหลืองดักจับแมลงศัตรูพืชได้เยอะที่สุดครับ และโปรดสังเกตวิธีปักว่าเค้าปักเฉียงให้สูงเกินยอดผักประมาณ 15 ซม.

เนื่องจากศัตรูพืชเช่นหมัดกระโดดจะมีวิถีการกระโดดเฉียง ครับ

กาวเหนียว + พลาสติกเหลือง ดักแมลง (1)

กาวเหนียว + พลาสติกเหลือง ดักแมลง (1)

 

 

 

 


ยินดีต้อนรับทุกๆท่านครับ
เพิ่มเพื่อน
SiamMushroom.com สยามเห็ดฟาร์ม ศูนย์รวมทุกอย่างเกี่ยวกับเห็ด รู้ลึก รู้จริง จากประสบการณ์โดยตรงกว่า 10 ปี เรามีทั้งข้อมูล ความรู้ เคล็ดลับ เทคนิก ต่างๆ เกี่ยวกับ การเพาะเห็ด การทำโรงเรือน การเพาะเห็ดอย่างยั่งยืน สนใจหรือมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามได้ครับ

Line id = http://line.me/ti/p/fCnGrmYhKc
กด Like พูดคุยกันบน Facebook
มั่นใจในคุณภาพของเรา
สินค้ามาใหม่