แนะนำสินค้าชีวภาพ

เทคนิคการทำให้เห็ดรุ่น 2 ออกเร็ว

1.หลังจากเก็บเห็ดรุ่นแรกหมดแล้ว แคะรากเห็ดทำความสะอาดหน้าก้อนเห็ดให้หมด

เฉพาะในรูตรงกลาง ในวงกลง คอขวด ไม่ต้องถอดคอขวดออก

2.พ่นฮอร์โมนเขียว+ดำ เข้าไปในรูหน้าก่อนเห็ดให้โดนตรงขี้เลื่อยเลยนะครับ และหาจุกมาปิด หรือ ไม่ก็เอากระดาษหนังสือพิมพ์มาปิดแล้วเอาหนังยางรัด แล้ว ทำการพักน้ำโดยไม่ต้องรดน้ำที่ก้อนเห็ด

เป็นเวลา 3-4 วัน แล้วค่อยมาเปิดดูที่เราปิดไว้ ถ้ามีเส้นใยเป็นฝ้าที่ขาวๆมารวมตัวกันก็เป็นอันใช้ได้ ถ้ายังก็ปิดไว้เหมือนเดิมอีก 1-2 วัน แล้วค่อยเปิดกระดาษ หรือจุกที่ปิดไว้ แล้วทำการให้น้ำปกติ + กับการให้ฮอร์โมนเขียว+ดำ พ่นเข้าหน้าก่อนช่วงเช้า วันเว้นวันครับ

วิธีนี้จะช่วยให้เห็ดพักก้อนเพื่อสะสมอาหาร และ ป้องกันแมลงเข้าทำลาย และจะทำให้เห็ดรุ่นที่ 2 ออกมาเร็วกว่าก้อนเห็ดที่ไม่ทำแบบวิธีนี้ครับ

จากการทดลอง ถ้าทำตามวิธีนี้เห็ดรอบ 2 ออกเร็วกว่า วิธีปกติที่ไม่พักน้ำ ประมาณ 3-5 วัน ลดการเข้าทำลายของแมลงได้มากกว่า 50 % ยังไงก็ลองเอาไปประยุกต์ใช้กันดูน่ะครับ ซึ่งผมลองแล้วและได้ผลดี แต่ต้องขยันหน่อยน่ะครับ 555555555เทคนิคการทำให้เห็ดรุ่น 2 ออกเร็วแบบไม่ต้องพึ่งฮอร์โมน

1.หลังจากเก็บเห็ดรุ่นแรกหมดแล้ว แคะรากเห็ดทำความสะอาดหน้าก้อนเห็ดให้หมด

เฉพาะในรูตรงกลาง ในวงกลง คอขวด ไม่ต้องถอดคอขวดออก

2.หาจุกมาปิด หรือ ไม่ก็เอากระดาษหนังสือพิมพ์มาปิดแล้วเอาหนังยางรัด แล้ว ทำการพักน้ำโดยไม่ต้องรดน้ำที่ก้อนเห็ด

เป็นเวลา 3-4 วัน แล้วค่อยมาเปิดดูที่เราปิดไว้ ถ้ามีเส้นใยเป็นฝ้าที่ขาวๆมารวมตัวกันก็เป็นอันใช้ได้ ถ้ายังก็ปิดไว้เหมือนเดิมอีก 1-2 วัน แล้วค่อยเปิดกระดาษ หรือจุกที่ปิดไว้ แล้วทำการให้น้ำปกติ

วิธีนี้จะช่วยให้เห็ดพักก้อนเพื่อสะสมอาหาร และ ป้องกันแมลงเข้าทำลาย และจะทำให้เห็ดรุ่นที่ 2 ออกมาเร็วกว่าไม่วิธีนี้

จากการทดลอง ถ้าทำตามวิธีนี้เห็ดรอบ 2 ออกเร็วกว่า วิธีปกติที่ไม่พักน้ำ ประมาณ 3-5 วัน ลดการเข้าทำลายของแมลงได้มากกว่า 50 % ยังไงก็ลองเอาไปประยุกต์ใช้กันดูน่ะครับ ซึ่งผมลองแล้วและได้ผลดี แต่ต้องขยันหน่อยน่ะครับ 555555555

บาซิลลัส ซับติลิส สายพันธุ์ พลายแก้ว  เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคพืช  ค้นพบโดย  นายพลายแก้ว เพ็ชรบ่อแก นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์     (ปี 2546)  คุณสมบัติ สามารถเข้าทำลายเชื้อโรคโดยตรง ทั้งยังสามารถแก่งแย่งอาหารได้ดีกว่าจุลินทรีย์อื่นๆในสภาพแวดล้อมที่ขาดแคลน และยังสามารถสร้างสารปฏิชีวนะบางชนิดที่มีประโยชน์ในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช และสร้างสารต้านทานต่อเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคพืช เชื้อบีเอสพลายแก้วได้คัดเลือกว่ามีประสิทธิภาพสูงในการนำมาใช้กับวงการเกษตรกรรม เพื่อป้องกันกำจัด โรคพืช เช่น  โรคราเขียว  ในเห็ดทุกชนิด  โรคใบไหม้ในข้าว โรคกุ้งแห้งในพริก  โรคแคงเกอร์ในพืชตะกูลส้ม  มะนาว  ส้มโอ โรคหน้ายางตายนึ่งของยางพารา โรคใบจุด กล้าเน่ายุบตาย พืชตะกูลแตง  ถั่ว พริก มะเขือ โรครากเน่า  โคนเน่า ของทุเรียน และพืชผัก กลุ่มกล้วยไม้สกุลต่าง กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับชนิดต่างๆ ที่เกิดจาก เชื้อราโรคพืช

การขยายเชื้อบีเอสพลายแก้ว
1.ขยายเชื้อบีเอสพลายแก้วด้วยมะพร้าวอ่อน ใช้มะพร้าวอ่อน 1 ผล เจาะเปิดฝาแง้มพอใส่เชื้อลงไปได้ ใส่เชื้อบีเอสพลายแก้ว 1 ช้อนชา ปิดฝาทิ้งไว้ 1-2 วัน นำมาผสมน้ำได้ 20 ลิตร ฉีดพ่นได้ 1 ไร่
ข้อควรรู้การใช้ บาซิลลัส ซับติลิส สายพันธุ์ พลายแก้ว
- เชื้อบีเอส พลายแก้ว เป็นจุลินทรีย์ที่มีชีวิตขนาดเล็ก จึงไม่ควรนำมาใช้ร่วมกับสารเคมีใน คราวเดียวกัน
- เชื้อบีเอส พลายแก้ว เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกทำลายโดยรังสี UV จากแสงแดด จึงควรฉีดพ่นช่วงแดดอ่อนๆ
- ปรับหัวฉีดเครื่องพ่น ให้ละอองเล็กที่สุด จะช่วยให้ละอองเชื้อ บีเอส พลายแก้ว เกาะผิวใบได้ดี
- ควรฉีดพ่นเชื้อบีเอส พลายแก้ว เมื่อพบว่าโรคระบาดไม่มากเพื่อเป็นการควบคุมโรคและป้องกันที่โรคจะระบาดรุนแรงทำความเสียหายกับพืชผลผลิต
พลายแก้ว ปราบรา ศัตรูเห็ด

พลายแก้ว ปราบรา ศัตรูเห็ด

สองสามีภรรยา เพาะเห็ดโคนญี่ปุ่น สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว ตกเดือนละประมาณ 20,000 บาท เป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะร้ายอาหารในตัวเมืองกระบี่ เตรียมเพิ่มผลผลิตเจาะตลาดโรงแรมในอนาคต

เห็ดโคนญี่ปุ่นสำหรับจังหวัดกระบี่แล้ว ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายหากเทียบกับเห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง แต่เห็ดโคนญี่ปุ่นกลับเป็นที่ต้องการของร้านอาหารเพื่อใช้ในการประกอบอาหาร แต่สำหรับชาวบ้านทั่วไปส่วนใหญ่แล้วยังรู้จักและรับประทานเห็ดโคนญี่ปุ่นน้อยมาก

นายเตชินท์  แซ่ฉั่ว อายุ 41 ปี และนายสุภัจฉรี  แซ่ฉั่ว  อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่  413 ม.2 ต.คลองขนาน อ.เหนือคลอง  จ.กระบี่ สองสามีภรรยาที่จบการศึกษาในระดับ ปวช.ทั้งคู่ โดยที่นายนายเตชินท์  จบ ปวช.ช่างยนต์ จากวิทยาลัยเทคนิคกระบี่ ส่วนนางนายสุภัจฉรี  จบ ปวช.การบัญชี จากวิทยาวัยเทคนิคจันทบุรี  จากการใช้ชีวิตคู่จนมีลูกด้วยกัน 3 คน มีสวนยางพาราเป็นของตัวเอง แต่สิ่งที่ทั้งสองสามีภรรยาคิดอยู่ตลอดเวลาคือ ทำอย่างไรเพื่อที่จะไม่ต้องออกกรีดยาง ไม่ต้องตื่นตอนดึกประมาณ 01.00-02.00น.ของทุกคืนเพื่อออกไปกรีดยาง ต้องทนนอนทุกค่ำคืน เราจำเป็นที่จะต้องมีอาชีพหลักเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว แทนการกรีดยางพารา ซึ่งในบางครั้งราคาขึ้นลงไม่แน่นอน

ทำให้ทั้งสองสามีภรรยาเริ่มศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพที่จะเป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัวอย่างจริงจัง จากตำราในเรื่องของการเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่นตัวเอง  ประกอบกับนายสุภัจฉรี  ภรรยาเดิมเป็นคนจังหวัดจันทบุรี  ซึ่งมีการเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่นอยู่แล้ว จึงได้เดินทางไปศึกษาดูงาน การเพาะเห็นโคนญี่ปุ่นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ม.4 ต.คลองขุด อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ทั้งในเรื่องหลักวิชาการ การดูแลรักษา การสร้างโรงเรือน การเก็บผลผลิต  จนมีความรู้สามารถที่จะนำมาใช้ได้จริง ทั้งสองสามีภรรยาจึงเริ่มทำการเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่นในปี 2552 อย่างจริงจัง

ด้วยการลงทุนสร้างโรงเรือน ขนาดกว้าง  4 เมตร ยาว 6 เมตรแล้วแต่ขนาดของโรงเรือน  สั่งซื้อก้อนเพาะเชื้อ มาจากจังหวัดนครปฐม และจังหวัดจันทบุรี ในราคาก้อนละ 16 บาท บวกค่าขนส่ง บ่อมเชื้อทิ้งไว้ประมาณ 50 วัน รดน้ำแบบละอองน้ำในอุณหภูมิ 70-80 องศาเซลเซียส  1 วันรดน้ำประมาณ 2-3 ครั้งแล้วแต่สภาพอากาศ  7-10 วันก็สามารถเก็บผลผลิตออกจำหน่ายได้ โดยสามารถเก็บเห็ดโคนญี่ปุ่นขายวันละ 80- 100 กิโลกรัม หรือมากกว่านั้นทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนการออกของเห็ด โดยจำหน่ายในกิโลกรัมละ 250 บาท ขายส่งกิโลกรัมละ 200 บาท

นายเตชินท์  เล่าให้ฝังว่า เริ่มเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่นขายในปีแรกๆ ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครซื้อกิน  ทุกคนเมื่อเห็นเห็ดโคนญี่ปุ่นถามว่าเป็นเห็ดอะไรกินอย่างไร อร่อยไหม ใช้ประกอบอาหารอะไรได้บ้าง  รสชาติเป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่จะต้องใช้ความอดทนในการทำความเข้าใจด้านการตลาดในการจำหน่ายเห็ดโคนญี่ปุ่นในช่วงแรกๆ เนื่องจากชาวบ้านไม่ยอมซื้อไปกินกัน ด้วยความที่ไม่ท้อแท้เข้ามาวางตลาดในตลาดสดเทศบาลตำบลเหนือคลอง และตลาดสดซิตติ้ภายในเขตเทศบาลเมืองกระบี่ บรรจุใส่ถุงพลาสติกใสถุงละ 2 ขีด ขีดละ 25 บาท ใส่ขายถุงละ50 บาท ตกกิโลกรัมละ 250 บาท  พร้อมติดโลโก้ เห็ดโคนญี่ปุ่น บ้านกฤษณา  ม.2 ต.คลองขนาน อ.เหนือคลอง  จ.กระบี่ จำหน่ายหมดทุกครั้งเมื่อนำไปขาย และเป็นที่ต้องการของตลาด จากนั้นก็หัดไปเจาะตลาดร้านอาหารในตัวเมืองกระบี่ เช่นอาหารร้านเรือนทิพย์  ร้ายก้อยกุลากาสัย ร้านน้องโจ๊ก และร้านราปู  ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทำรายได้ให้กับครอบครัวตกเดือนละ 20,000 – 50,000 บาทเลยทีเดียว

ด้วยรสชาติเห็ดโคนญี่ปุ่นที่มีความกรอบนุ่ม มีรสชาติของเห็ดไม่ตกเวลาปรุงแต่งอาหาร ต้มไว้ได้นานไม่เฉาหรือเปลี่ยนรูปร่างของเห็ดแต่อย่างใด ดูสดตลอดเวลา เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วบำรุงหัวใจ แก้โรคหดหู่

ในอนาคตเตรียมบุกตลาดโรงแรมเพื่อเพิ่มยอดขายให้กว้างมากขึ้นและใหญ่ขึ้น รวมทั้งเพิ่มกำลังการผลิต จากปัจจุบันมีการสั่งก้อนเพาะเชื้อ 2,000 ก้อนในการผลิตเห็ดโคนญี่ปุ่น แต่เมื่อมีการขยายตลาดไปยังกลุ่มโรงแรม ซึ่งหมายถึงว่าเห็ดโคนญี่ปุ่นเจาะตลาดโรงแรมซึ่งเป็นตลาดด้านการท่องเที่ยว ดังนั้นการผลิตเห็ดโคนญี่ปุ่นจำเป็นที่จะต้องเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า จำเป็นที่จะต้องทำการเพิ่มก้อนเพาะเชื้อมาเป็น  5,000 -20,000 ก้อนอย่างต่ำ รวมทั้งการขยายโรงเรือนเพิ่มเติมขึ้น

คาดว่าเมื่อสามารถเจาะตลาดโรงแรมสำเร็จการจำหน่ายเห็ดโคนญี่ปุ่นจะทำรายได้ให้กับครอบครัวไม่ตำกว่า 100,000 บาทต่อเดือน ดังนั้นไม่ว่าอาชีพอะไรก็ตามหากเราลงมือทำอย่างจริงจังและมีเป้าหมายมีตลาดที่แน่นอน ก็จะประสบความสำเร็จในอาชีพที่เรากำลังทำนายเตชินท์ กล่าว

ที่มา : http://76.nationchannel.com/playvideo.php?id=110199

ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจในกระเป๋าไม่มั่นคง รายได้น้อย รายจ่ายสูง จนผู้คนส่วนใหญ่ต้องหาทางออกโดยการมองหางาน อาชีพเสริมเข้ามาจุนเจือรายได้ปกติที่ไม่ค่อยจะเพียงพอเท่าไรนัก

งานอาชีพเสริมหลายๆ งานมีคนหันไปทำกันมากมาย เพราะเห็นว่าง่าย สะดวก และน่าจะมีเงินรายได้เข้ามาบ้าง จึงหันไปจับทำกัน ประสบความสำเร็จบ้าง ไม่ประสบความสำเร็จบ้าง อยู่ที่ว่าแต่ละบุคคลจะปฏิบัติเช่นไร ทำถูกต้องตามลักษณะชิ้นงานไหม? และผู้บริโภคให้การยอมรับหรือเปล่า ทุกขั้นตอนมีรายละเอียดในเชิงลึก งานอาชีพเสริมจะสำเร็จหรือไม่ อยู่ที่เราเดินไปถูกทางหรือเปล่า รู้เทคนิคและวิธีการอย่างละเอียดแล้วหรือยัง?

อย่างเช่น อาชีพเสริมในภาคเกษตรที่หลายๆ คนมักจะให้ความสนใจเป็นลำดับต้นๆ ก็คืออาชีพ “การเพาะเห็ด” ทุกคนมองเห็นแล้วว่า “เห็ด” นั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย ตลาดผู้บริโภคยังไปได้ดี จึงมีผู้ให้ความสนใจประสงค์จะเพาะเห็ดเป็นอาชีพเสริมกันมาก ซึ่งจริงๆ แล้วหากมีการลงทุนถึงขั้นดำเนินการเพาะเห็ดขึ้นมา การเพาะเห็ดไม่น่าจะเป็นงานเสริมอย่างที่เข้าใจ การเพาะเห็ดน่าจะเป็นงานหลักเสียมากกว่า เพราะการเพาะเห็ดต้องดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิด ต้องมีเวลาในการเก็บเห็ด ขายเห็ด และปฏิบัติการกับเห็ดในทุกขั้นตอน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและจุกจิกพอสมควร ดังนั้น การเพาะเห็ดถ้าจะให้ประสบความสำเร็จจึงไม่น่าจะเป็นเพียงแค่งานนอกแถว เสริมรายได้เท่านั้น

การเพาะเห็ดเป็นธุรกิจสร้างรายได้ให้ครอบครัวนั้นสามารถทำได้ไม่ยาก ถ้าตั้งใจทำจริงและมีเวลาให้กับงานอย่างเพียงพอ “คุณวรรณา พรหมศรี” ผู้ที่หันมายึดอาชีพการเพาะเห็ดทำเป็นธุรกิจจริงจัง เห็ดที่เธอเพาะเป็นงานหลักก็คือ “เห็ดโคนญี่ปุ่น” ทำมา 2 ปี ประสบความสำเร็จเกินคาดหมาย

คุณวรรณา บอกว่า แรกเริ่มเดิมที ทำงานกินเงินเดือนมาก่อน ต่อมาก็คิดหารายได้เสริมในครัวเรือนหันมาเย็บผ้าโหลก็ไม่ค่อยดี จึงตัดสินใจเข้าสู่วงการเกษตร มีพื้นที่ดินทำกินอยู่ 2 ไร่ แรกเริ่มปลูกชะอมตัดยอดขาย ราคาขึ้นลงไม่แน่นอน ปัญหาแรงงานที่จะมาช่วยหายากก็เลยเปลี่ยนหันมาเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่น เพราะเห็นว่ามีตลาดรองรับค่อนข้างดี

คุณวรรณา กล่าวต่อไปว่า เมื่อคิดเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่นก็ศึกษาเรื่องราวของเห็ดจากหนังสือเกษตร จากตำรับตำราต่างๆ ก่อน จากนั้นจึงไปดูงานการเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่นตามฟาร์มต่างๆ ขอคำแนะนำจากเขาเอามาศึกษาเป็นข้อมูลพื้นฐาน จนแน่ใจว่าสามารถเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่นได้ก็ลงมือทำอย่างจริงจังเลย

การเพาะเห็ดสำหรับมือใหม่ต้องเริ่มต้นจากโรงเรือนเพาะเห็ดไปก่อน คุณวรรณา บอกว่า สร้างโรงเรือนเพาะเห็ดขึ้นมา 2 โรงเรือน ขนาด 5×12 เมตร กับ 5×9 เมตร พื้นโรงเรือนเทปูน ทำชั้นวางเห็ดเป็นแบบตัว A ตัวโรงเรือนใช้จากและหญ้าคา

เมื่อเตรียมโรงเรือนเรียบร้อยก็ต้องหาก้อนเชื้อเห็ดเข้ามาเพาะ คุณวรรณา บอกว่า สำหรับมือใหม่ขั้นแรกขอแนะนำให้หาซื้อก้อนเชื้อเห็ดมาเพาะดีกว่า และควรเลือกซื้อก้อนเชื้อเห็ดที่มีเชื้อเดินเต็มก้อนแล้วมาเพาะต่อจะดีกว่า ถึงแม้ว่าก้อนเชื้อเห็ดที่มีเชื้อเดินเต็มก้อนราคาจะสูงกว่าเล็กน้อย ก็ยังดีกว่าก้อนที่เชื้อเพิ่งเริ่มเดิน เพราะแบบนั้นอัตราเสี่ยงที่ก้อนเชื้อเห็ดเสียมีมาก เพื่อความแน่นอนควรเลือกซื้อก้อนที่เชื้อเดินเต็มก้อนพร้อมที่จะเติบโตเป็นดอกเห็ดได้เลย

เมื่อซื้อก้อนเชื้อเห็ดมาแล้ว ก่อนที่จะนำก้อนเชื้อเห็ดเข้าไปตั้งที่ชั้นวางในโรงเรือน จะต้องทำความสะอาดในโรงเรือนให้ดีเสียก่อน ใช้น้ำฉีดล้างทั้งโรงเรือนถ้าเพาะเห็ด ครั้งแรกที่พื้นยังไม่ต้องโรยปูนขาวก็ได้ แต่ครั้งต่อๆ ไปจำเป็นต้องโรยปูนขาวเพื่อฆ่าเชื้อโรคตามพื้นโรงเรือนให้ทั่ว

ทำความสะอาดโรงเรือนก่อนที่ก้อนเชื้อเห็ดจะมายิ่งดีใหญ่ พอซื้อก้อนเชื้อเห็ดมา นำเข้าไปวางตามชั้นในโรงเรือนได้เลย จากนั้นก็เป็นรายละเอียดขั้นตอนของการให้น้ำ ใช้ระบบการให้น้ำแบบสเปรย์หมอกเพื่อรักษาระดับอุณหภูมิในโรงเรือน เห็ดโคนญี่ปุ่นชอบอุณหภูมิในโรงเรือนอยู่ที่ 26-28 องศาเซลเซียส สเปรย์หมอกด้านบนก้อนเชื้อเห็ด ใช้สายยางต่อเข้ากับหัวสเปรย์ขึงเป็นราวด้านบนให้ละอองน้ำครอบคลุมภายใน ทั้งโรงเรือน

คุณวรรณา กล่าวว่า การให้น้ำเห็ดโคนญี่ปุ่นในขั้นตอนแรกสำคัญมาก พอเอาก้อนเชื้อเห็ดที่เชื้อเดินเต็มก้อนเข้าโรงเรือนก็เปิดก้อนเชื้อได้เลย จากนั้นเริ่มให้สเปรย์หมอก เปิดสเปรย์หมอกทุก 4 ชั่วโมง ต่อ 1 ครั้ง ครั้งละ 4 นาที ให้สเปรย์หมอกเช่นนี้ตลอด 24 ชั่วโมง นาน 5 วัน

สำหรับหน้าก้อนเชื้อเห็ด พอเปิดจุกก้อนเชื้อออกก็ใช้น้ำฉีดเข้าไปที่หน้าก้อนเชื้อเห็ดทุกก้อนทำตอนเช้า กลางวัน และตอนเย็น รวม 5 วัน จากวันแรกนับไปประมาณ วันที่ 3 สังเกตที่หน้าก้อนจะมีเม็ดเล็กๆ เกิดออกมา เม็ดนั้นจะค่อยโตขึ้นเป็นขนาดไข่ปลาสีขาวและสีครีม ในวันที่ 4-5

พอวันที่ 6-7 เห็ดก็จะออกมาเป็นดอกเล็กๆ หัวมีสีดำ เริ่มแรกก็มีลักษณะคล้ายเข็มเล็กๆ ต่อมาก็ขยายโตขนาดก้านไม้ขีดไฟ และพัฒนาเจริญเติบโตเป็นดอกเห็ดให้เก็บได้ในช่วงของวันที่ 7-8

ย้อนมาถึงระบบการให้น้ำ พอครบ 5 วัน ก็งดการให้น้ำหน้าก้อน เหลือให้น้ำทางสเปรย์หมอกอย่างเดียวให้ช่วงเช้า กลางวัน ยังคงเป็น 4 ชั่วโมง ต่อ 1 ครั้ง เหมือนเดิม แต่ตอนกลางคืนงดน้ำเหลือให้เพียงครั้งเดียว เพิ่มความชื้นในโรงเรือนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าขืนให้น้ำตลอด 24 ชั่วโมง จะส่งผลถึงดอกเห็ดหัวหลุดร่วงง่าย ก้านดอกจะกลวง เก็บได้ไม่นานก้านจะมีสีคล้ำไว สาเหตุที่เห็ดหัวหลุดง่ายก็เป็นเพราะให้น้ำในช่วงกลางคืนนั่นเอง

หลังจากงดให้น้ำตอนกลางคืน 2 วัน ราววันที่ 7-8 ดอกเห็ดก็จะบานเก็บได้แล้ว ให้รีบเก็บออกมาทันที อย่ารอให้ดอกตูมเริ่มบาน เดี๋ยวจะไม่ทันกาล ต้องเก็บช่วงดอกกำลังตูม และเก็บก่อนการให้น้ำ โดยถอนเห็ดออกมาทั้งดอกเลย เมื่อเก็บออกมาแล้วก็วางเรียงลงบนภาชนะตะกร้าสี่เหลี่ยมที่หิ้วเข้าไปใส่ด้วย วางเรียงไปในแนวเดียวกัน  อย่าวางมั่วสะเปะสะปะ เพราะเวลาเอาเห็ดออกมาทำความสะอาดและบรรจุถุงขาย หัวดอกเห็ดจะได้ไม่เกี่ยวกันจนหัวหลุด ทำให้ขายไม่ได้ราคา

คุณวรรณา กล่าวอีกว่า การเก็บเห็ดนั้นไม่ต้องเลือกเวลากลางวัน กลางคืน เห็นดอกไหนโตเก็บได้ก็รีบเก็บออกมาทันที สามารถเก็บดอกเห็ดที่ทยอยโตออกมาได้ 3-5 วัน เมื่อเก็บออกมาก็รีบทำความสะอาดโดยใช้มีดหรือกรรไกรเล็กๆ ตัดสิ่งที่ติดกับดอกเห็ดออก จากนั้นนำเข้าตู้เย็นทันที มิเช่นนั้นเห็ดจะบานไม่ทันเอาไปขาย

ในเรื่องของตลาดขายเห็ดนั้น คุณวรรณา บอกว่า เอาไปส่งเองที่ตลาดไท มีขาประจำคอยรับซื้ออยู่ ส่วนหนึ่งก็ขายตรงให้กับลูกค้าที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และคลีนฟาร์มเป็นฟาร์มผักปลอดภัยจากสารพิษที่อำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี

ส่วนที่ก้อนเชื้อเห็ดหลังเก็บดอกหมดแล้ว ก็ทำความสะอาดหน้าก้อนเชื้อ ใช้ด้ามช้อนขูดหน้าก้อนเชื้อให้เรียบ เอาตั้งทิ้งไว้เช่นนั้น งดให้น้ำตลอด 15 วันเต็ม เป็นการพักก้อนเชื้อระยะหนึ่ง ระหว่างนั้นให้ทำความสะอาดในโรงเรือน ใช้ปูนขาวโรยพื้นฆ่าเชื้อ หรือจะใช้สารสะเดา สารสมุนไพรชีวภาพป้องกันเชื้อในโรงเรือนก็ได้ เปิดข้างโรงเรือนให้อากาศถ่ายเทเข้าในโรงเรือนได้สะดวก ไม่ให้ความชื้นภายในไปทำให้โรงเรือนเกิดหมักหมม ปล่อยให้ก้อนเชื้อแห้ง 15 วัน

จากนั้นก็ล้างโรงเรือนอีกครั้ง ปิดข้างฝาให้ดี เริ่มให้น้ำโดยสเปรย์หมอกทุก 4 ชั่วโมง ต่อ 1 ครั้ง ครั้งละ 4 นาที ตลอด 24 ชั่วโมง ฉีดน้ำหน้าก้อนเห็ด เช้า กลางวัน เย็น เหมือนเดิม จนครบ 15 วัน หยุดฉีดหน้าก้อน ลดสเปรย์หมอกเหลือแค่กลางวัน กลางคืนให้ครั้งเดียว วันที่ 7-8 เก็บดอกเห็ดได้อีกเป็นรอบที่ 2 ทำอย่างนี้เรื่อยไป เห็ดโคนญี่ปุ่นดูแลง่าย

คุณวรรณา บอกว่า โรคราเขียว ราเหลืองไม่มี เพราะดูแลตั้งแต่เลือกซื้อก้อนเห็ดมาเลย มาช่วงปีหลังหันมาทำก้อนเชื้อเห็ดเอง เพิ่มเติมนึ่งก้อนเห็ดเองเป็นการขยายงานการเพาะเห็ดให้มากขึ้น และจากใช้ชั้นวางก้อนเห็ดก็เปลี่ยนมาใช้เชือกโยงแบบแขวนง่ายและสะดวกดี

“เห็ดโคนญี่ปุ่นดีค่ะ ราคาขายก็ดี ตลาดให้การยอมรับ เป็นอาหารเพื่อสุขภาพด้วย”

คุณวรรณา พรหมศรี ทำธุรกิจเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่นเป็นธุรกิจในครัวเรือนอยู่ที่บ้าน หมู่ที่ 1 ตำบลม่วงหวาน อำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี จะไปดูฟาร์มหาไม่ยาก จากแยกถนนพหลโยธิน เข้ามาตามเส้นทางอำเภอหนองแซง สังเกตเห็นวัดหนองสองห้องขวามือ เลี้ยวรถขับตรงผ่านหน้าวัด ประมาณ 20 เมตร บ้านอยู่ซ้ายมือ ก่อนจะไปโทร.นัดแนะกันก่อน หรือสนใจจะพูดคุยติดต่อได้ที่ โทร. (087) 119-1552 ยินดีต้อนรับทุกท่าน

ที่มา : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1313986200&grpid=no&catid=&subcatid=

- แมลงที่มาติดกับดักแผ่นสีเหลืองทากาวนั้น ส่วนใหญ่ได้แก่ แมลงต่อไปนี้ครับ (รวบรวมจากงานวิจัยหลาย ๆ ฉบับน่ะครับ)

- ส่วนใหญ่จะเป็นแมลงที่ออกมาให้เห็นในเวลากลางวันครับ ได้แก่…

- เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจั๊กจั่น ด้วงหมัด แมลงหวี่ขาว แมลงวันเจาะผล แมลงวันทอง แมลงวันหนอนชอนไป และผีเสื้อกลางวันชนิดต่าง ๆ ครับ

- ส่วนผีเสื้อกลางคืน ที่มาติดกับดัก ก็ได้แก่ ผีเสื้อกลางคืนของหนอนกระทู้หลอดหอม ผีเสื้อกลางคืนของหนอนใยผัก ผีเสื้อกลางคืนของหนอนกระทู้ผัก และผีเสื้อกลางคืนของหนอนคืบกะหล่ำ ครับ

- ซึ่งแมลงศัตรูพืชเหล่านี้ ส่วนใหญ่ก็พบในแปลงปลูกดอกไม้ด้วยเช่นกันนะครับ แต่อาจะไม่มากเท่าแปลงผักครับ

- และที่สำคัญก็คือ แมลงศัตรูเหล่านี้ ดื้อยาฆ่าแมลงเสียแล้วเป็นส่วนมากน่ะครับ การใช้กับดักกาวเหนียวทาบนแผ่นสีเหลือง จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ ที่น่าจะนำมาทบทวนกัน สำหรับแมลงศัตรูที่ดื้อยาแล้วด้วยเช่นกันนะครับ

อิทธิพลของสีต่อการบินเข้าติดกับดักกาวเหนียวของแมลงวันทองและแมลงต่างๆ พบว่า
พบว่า สีเหลืองได้ผลดีที่สุดครับ

- เพราะแมลงศัตรูพืชส่วนใหญ่นั้น ชอบสีเหลืองครับ

ที่มา : http://www.gotoknow.org/posts/495768แอคะรัจน์


ยินดีต้อนรับทุกๆท่านครับ
เพิ่มเพื่อน
SiamMushroom.com สยามเห็ดฟาร์ม ศูนย์รวมทุกอย่างเกี่ยวกับเห็ด รู้ลึก รู้จริง จากประสบการณ์โดยตรงกว่า 10 ปี เรามีทั้งข้อมูล ความรู้ เคล็ดลับ เทคนิก ต่างๆ เกี่ยวกับ การเพาะเห็ด การทำโรงเรือน การเพาะเห็ดอย่างยั่งยืน สนใจหรือมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามได้ครับ

Line id = http://line.me/ti/p/fCnGrmYhKc
กด Like พูดคุยกันบน Facebook
มั่นใจในคุณภาพของเรา
สินค้ามาใหม่