แนะนำสินค้าชีวภาพ

ล้างหน้าก้อนเชื้อเห็ดนางรม-นางฟ้าเก่ากระตุ้นการออกดอก

ก้อนเห็ดเมื่อเรา เปิดดอกไปได้ประมาณ 3 เดือนขึ้นไป อาหารด้านในก็จะเริ่มหมดไป และปริมาณผล ผลิตก็จะเริ่มน้อยลง หน้าก้อนเห็ดอาจจะแข็ง เรามีวิธีการกระตุ้นให้ดอกเห็ด ออกได้อีกและปริมาณการให้ผลผลิตเทียบเท่ากับครั้งที่สองของการออกดอกในเดือน แรก โดยวิธีการง่าย ๆ คือการล้างหน้าก้อนเห็ด

 

++ วิธีการมีดังนี้ ++

1. เอาคอขวดออก 2.ดึงถุงให้ยืดจนสุดและพับปากถุงเข้าไปนิดหน่อย 3.ใช้น้ำฉีดไปล้างที่หน้าก้อนเห็ด โดยถ้าก้อนไหนหน้าก้อนแข็งมากก็เอามือถู หรือใช้ช้อนขูดออกเบา ๆ 4.หลังจากนั้นประมาณ 3-5 วันเห็ดจะเริ่มออกดอกพร้อม ๆ กัน

 

ที่มา : คลังความรู้ ตลาดเกษตร.com

เห็ดโคนญี่ปุ่น

เห็ดโคนญี่ปุ่น

‘เพาะเห็ดโคนญี่ปุ่น’อาชีพทำเงิน!

เพาะ ‘เห็ดโคนญี่ปุ่น’ ส่งขายทั่วไทย อาชีพทำเงินชาวบ้าน ‘ซับสมบูรณ์’ : โดย … สุรัตน์ อัตตะ

 

          แม้จะยึดอาชีพทำไร่มันสำปะหลัง แต่รายได้หลักกลับมาจากอาชีพเสริมด้วยการเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่นสำหรับเกษตรกรหัวก้าวหน้าแห่งบ้านซับสมบูรณ์ “ประยงค์ เมืองจันทร์” ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพาะเห็ดก้าวหน้าบ้านซับสมบูรณ์ ต.ทุ่งจังหัน อ.โนนสมบูรณ์ จ.บุรีรัมย์ กลุ่มผู้ผลิตและจำหน่ายเห็ดโคนญี่ปุ่นรายใหญ่ในแถบอีสานใต้

“ปลูกมันสำปะหลังเป็นอาชีพหลัก ส่วนเพาะเห็ดเป็นอาชีพเสริม เริ่มจากปลูกเพาะเห็ดฟาง นางฟ้าและขอนขาว แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จนเมื่อมีอาสาสมัครอเมริกันมาเจอแล้วบอกว่าจะเดินหน้าต่อไหมเดี่ยวเขาจะช่วย แต่เปลี่ยนมาเป็นเห็ดโคนญี่ปุ่น เนื่องจากไม่มีปัญหาเรื่องการตลาดและขายได้ราคาดีกว่าก็เลยตกลง ตอนนั้นก็ไม่มีความรู้หรอก ไปอบรมที่ ม.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 8 ชั่วโมงและที่สวนเห็ดจิรวุฒิ จ.ชัยภูมิ แล้วลองมาทำดู ปรากฏว่าได้ผล เห็ดออกดีมาก โดยมีอาสาสมัครอเมริกันมาช่วยดูเรื่องการตลาดและฝึกทำบัญชีให้”

ประยงค์เล่าต่อว่าเริ่มแรกสั่งก้อนเชื้อเห็ดสำเร็จรูปพร้อมเปิดดอกในราคาก้อนละ 10 บาท แต่หลังจากนั้นก็มาทำแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตก้อนเชื้อเอง การบ่มก้อนเชื้อ การสร้างโรงเรือนเพื่อปิดดอก จนถึงการทำตลาด แต่เนื่องจากไม่มีทุนเพียงพอ ทำให้อาสาสมัครเข้ามาช่วยด้วยการหาแหล่งเงินทุนให้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ พร้อมกับรวบรวมชาวบ้านที่สนใจตั้งกลุ่มเพาะเห็ดขึ้นในหมู่บ้าน

“อาสาสมัครเขาพยายามช่วยด้านเงินทุน ตอนนั้นหามาได้จำนวน 1.5 แสนบาท ทางเราก็ช่วยออกเงินสมทบ 25% ประมาณ 3 หมื่นเพื่อนำมาซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ในการเพาะเห็ด หลังจากเห็ดให้ผลผลิต อาสาสมัครก็แนะนำในเรื่องตลาด เริ่มจากส่งตามหน่วยงานราชการในพื้นที่ก่อน จากนั้นก็ขยายไปพื้นที่ใกล้เคียง ตอนนี้ก็ขยายไปเกือบทั่วภาคอีสานแล้ว มีทั้งส่งแม็คโคร ตลาดทั่วไปและโรงแรมในจังหวัดต่างๆ เห็ดโคนญี่ปุ่นส่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 130-145 บาท ถ้าเป็นนางฟ้าภูฏาน ขอนขาว อยู่ที่ 35-45 บาทต่อกิโล”

ประธานกลุ่มคนเดิมยังระบุอีกว่า สำหรับสมาชิกกลุ่มเพาะเห็ดบ้านซับสมบูรณ์นั้น ปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่า 100 ครัวเรือน ขณะเดียวกันก็ได้ขยายไปสู่ตำบลใกล้เคียง ซึ่งขณะนี้ได้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มสร้างเป็นเครือข่ายเพื่อง่ายในการทำตลาด ซึ่งจะมีการประสานงานระหว่างกลุ่มกันตลอดเวลา เฉพาะกลุ่มบ้านซับสมบูรณ์ ขณะนี้ผลผลิตเห็ดโคนญี่ปุ่นออกสู่ตลาดเฉลี่ยเดือนละ 2-3 ตัน แต่หากรวมทั้ง 3 กลุ่มก็จะอยู่ที่ประมาณ 4-5 ตัน

“ทำเรื่องที่ถูกต้องไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว” นี่คือสิ่งที่ผมจำฝังใจจากคำพูดของอาสาสมัครอเมริกันในการทำตลาด ทุกวันนี้ผมกล้าที่จะไปนั่งขายเห็ดในตลาด เดินเร่ขายตามหน่วยราชการหรือหน่วยงานต่างๆ เมื่อก่อนนี้ผมอายมากไม่กล้าเลย หลังอาสาเขามาช่วยอยู่ 2 ปี ทำให้ผมและสมาชิกได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะมากมาย เช่น มีความกล้ามากขึ้น รู้จักวางแผนการตลาด รู้จักทำบัญชีรายรับรายจ่าย” ประยงค์กล่าว

 

          นับเป็นอีกก้าวของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพาะเห็ดก้าวหน้าบ้านซับสมบูรณ์ ที่ปัจจุบันการเพาะเห็ดกลายเป็นอาชีพหลักที่ทำรายได้อย่างงามให้สมาชิก โดยมีอาสามัครอเมริกันคอยเป็นพี่เลี้ยงให้จนประสบความสำเร็จในทุกวันนี้ สนใจผลผลิตเห็ดโคนญี่ปุ่นของสมาชิกกลุ่มโทร.08-9630-8658 ได้ตลอดเวลา

ที่มา : http://www.komchadluek.net/detail/20120705/134405/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99!.html

 

…แล้วหัวเชื้อข้าวฟ่างที่หน้าก้อนล่ะ… จำเป็นต้องเขี่ยทิ้งไหม?

คำถามนี้นับเป็นคำถามคลาสสิก  ที่อยู่คู่กับการเพาะเห็ดมาตั้งแต่เริ่มครับ

โดยเฉพาะมือใหม่  รับรองได้ว่า “ทุกราย” ต้องถาม หรืออย่างน้อยก็มีข้อสงสัยว่า ควรจะทำ

อย่างไรดีกับหัวเชื้อข้าวฟ่างที่อยู่หน้าก้อน  ยิ่งบางท่านตอนหยอดเชื้อเกรงว่าเชื้อจะไม่เดิน

ก็ประเคนใส่เสียจนเกือบเต็มคอ  พอถึงเวลาเปิดดอกก็ถึงกับร้อง อ้าว! แล้วเห็ดจะขึ้นตรงไหนหว่า?

ถึงวันนี้…เรายังแทบจะเห็นหรือได้ฟังคำแนะนำแบบคลาสสิคอยู่เช่นเดิมว่า

หลังจากเปิดกระดาษ(และจุกสำสี) ให้เราแคะหน้าก้อน เอาหัวเชื้อข้าวฟ่างออกให้หมด

บางท่าน บางฟาร์มก็ยึดปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด

โดยไม่ได้ฉุกใจคิดว่า  …  ถ้าไม่ทำแล้วจะเป็นอย่างไร

…อย่าตอบนะครับว่า ถ้าไม่ทำก็สบายน่ะซี

ซึ่งนั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว  เพราะการเขี่ยหัวเชื้อข้าวฟ่างที่หน้าก้อนนับหมื่นๆ ก้อนไม่ใช่

เรื่องสนุกเป็นแน่  ซ้ำยังต้องใช้แรงงานเกือบทั้งฟาร์มเพื่องานนี้

…..

แต่ผมจะเรียนให้ท่านได้เฮ! ตอนนี้แหละครับว่า

“ที่ฟาร์มไม่เคยแคะหน้าก้อนเลยครับ”

และเพื่อความสบายใจของท่านที่เคยปฏิบัติแบบเก่าๆ มา หรือ ความแน่ใจของมือใหม่

ผมมีภาพผลพลอยได้จากการทดลองน้ำเค็มกับการเพาะเห็ดมาให้ชม  เป็นภาพความแตกต่าง

ระหว่างก้อนที่ไม่ได้เขี่ยหัวเชื้อข้าวฟ่างออก  กับก้อนที่เขี่ยออกเสียจนเกลี้ยง (จาก”ฝีปาก”ของหนู)

ไปชมกันเลยครับ

…..

เริ่มต้นด้วยภาพนี้ครับ  แสดงให้เห็นว่าที่ปากถุงก้อนเห็ดเราหนาแน่นไปด้วยหัวเชื้อเห็ดครับ

เป็นหัวเชื้อเห็ดที่ทำจากข้าวฟ่างผสมข้าวเปลือกครับ  หลังเปิดดอกไม่มีการเขี่ยหัวเชื้อเหล่านี้ออก

แม้แต่ถุงเดียวครับ  ด้วยเหตุผลง่ายๆ สองอย่างคือ ไม่จำเป็น และ ไม่ขยันขนาดนั้นครับ (ฮา)

(ก้อนเห็ดในภาพ เป็นก้อนที่ผสมเกลือเพื่อทดลองน้ำเค็ม/น้ำกร่อยกับการเพาะเห็ด)

แต่เหมือนเจ้าที่จะบังคับให้ทำการทดลองซ้อนการทดลอง  จึงบันดาลให้หนูเจ้ากรรมมาจัดการ

แคะเขี่ยหน้าก้อนเสียจนสะอาดเอี่ยมไปถึงขี้เลื่อย  ไม่เหลือเศษหัวเชื้อทั้งข้าวเปลือกข้าวฟ่างแม้แต่

เมล็ดเดียว  …. เป็นแค่เหตุการณ์เดียวที่เราจะได้กล่าว “ขอบคุณ” สัตว์ชนิดนี้ครับ

เจ้าก้อนที่ถูกหนูมาทำหน้าที่แคะหน้าก้อนให้  ก็ต้องเริ่มขลวนการแตกเส้นใยใหม่ครับ

สังเกตที่ขอบด้านล่างนะครับ  จะเริ่มเห็นเป็นใย/ฝ้าสีขาวๆ นั่นแหละครับคือเส้นใยเห็ดงอกใหม่

พร้อมๆ กันนี้ก็จะเห็นว่าเริ่มฟอร์มดอกเป็นหมุดสีขาวเล็กๆ ให้เราได้เห็นแล้ว

…นั่นแน่!! … อย่าเพิ่งเข้าข้างหนูนะครับ ว่ามีส่วนทำให้ดอกเห็ดเกิดได้เหมือนกัน

เพียงข้ามวัน  baby mushroom ของเราก็เร่งโตอย่างน่าอัศจรรย์ครับ

ดูหน้าก้อนแล้วเกลี้ยงเกลามากเลยใช่ไหมครับ  …

….ช้าก่อนครับ  ก่อนที่จะสรุปว่าควรแคะหน้าก้อน???

ดูภาพข้างล่างนี้ประกอบครับ  ที่เห็นเกิดดอกโตจนจะเก็บได้แล้ว(หลังถ่ายภาพ)นี้

“เป็นดอกที่เปิดชุดเดียวกัน” ครับ …  พอจะได้คำตอบที่เป็นนัยยะจากการแคะหน้าก้อน

แล้วใช่ไหมครับว่า…เกิดดอกช้ากว่าก้อนที่ไม่ได้แคะหน้าก้อน

เหตุผลง่ายๆ ครับ การแคะหน้าก้อนเป็นการทำลายเส้นใยที่เตรียมฟอร์มดอก

เมื่อเส้นใยถูกแคะทำลายพร้อมการแคะข้าวฟ่างออก  เส้นใยก็ต้องเสียเวลาในการสร้างใหม่

ทำให้การเกิดดอกช้ากว่าที่ควรจะเป็นครับ

ท่านไม่ต้องห่วงว่าดอกเห็ดเขาจะไม่มีที่เกิด หรือเกิดลำบากนะครับ

เขาพร้อมที่จะแทรก หรือ ด้นเกิดได้ทุกที่

… ขอเพียงนึ่งก้อนให้สุก ใช้หัวเชื้อที่แข็งแรงครับ…

 

……

ขอให้สนุกกับการเรียนรู้ และมีความสุขในการเพาะเห็ดนะครับ

สุรชัย

ที่มา :  JRFARM

เทคนิคการใช้จุลินทรีย์อีเอ็มกับเห็ด
แหล่งข้อมูลจากหนังสือเกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑ ประจำเดือนมีนาคม – เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓
ประสบการณ์การใช้ EM / โดย ปิยะนัตต์  รุจิรวรรธน์
สวนเห็ดขิมตั้งอยู่ที่ ๓๕๕ หมู่ ๑ ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ มีเจ้าของคือคุณประทีปและคุณวัชราภรณ์ ไชยชมพู จากอาชีพครูเกษตรของคุณประทีป ไชยชมพู ผันตัวเองมาเป็นเกษตรทำอาชีพเพาะเห็ดขาย หลังจากหาประสบการณ์จากโรงเรียนและเรียนรู้การเพาะเห็ดด้วยเทคนิคที่ใช้จุลินทรีย์ EM จากฟาร์มเห็ดขจรวิทย์ จังหวัดลพบุรี ฟาร์มเห็ดแห่งแรกที่นำ EM ไปใช้นำความรู้กลับมาพัฒนาโครงการเพาะเห็ดของโรงเรียนอาชีวเกษตรสงเคราะห์สระบุรี จนเจริญก้าวหน้าเนื่องจากมีความรักและชอบการเพาะเห็ด ประกอบกับชอบอาชีพอิสระ จึงออกมาหาประสบการณ์จริงกับอาชีพการเพาะเห็ด
คุณประทีปได้เล่าให้เราฟังว่า
“การทำจริง ขายจริง ก็ต้องมาหาประสบการณ์ เจอปัญหาอะไรหรือเปล่า เหมือนเรายังอยู่โรงเรียนก็ดี มันก็ยังไปไม่ถึงจุดที่เราต้องการจะไป ก็คือเรื่องของการตลาด เตรียมใจอยู่แล้วว่าออกมาก็ต้องมาเจอปัญหาแน่นอน เพราะเราไม่มีฐานรองรับ มาเริ่มต้นใหม่ ก็แค่ใจที่เราเตรียมมาว่าปัญหาต่างๆ ตำราก็คือครูบาอาจารย์แก้ไขไป เรียนรู้ไปๆ หลายๆ ปีเข้ามันก็สอนเราทุกเรื่อง ส่วนใหญ่เทคนิคการผลิตไม่ค่อยมีปัญหาหรอก มันไปของมันได้ คือก็ต้องมาเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ต้องรู้จักบันทึกรายรับ รายจ่าย รู้จักตัดอะไรไป แล้วก็พึ่งตนเองให้มากๆ แล้วก็ทำออกมา…..”
ในระยะ ๕-๗  ปีแรกที่เริ่มทำ สวนเห็ดขิมจะขายดอกเป็นส่วนใหญ่ เวลาที่ดอกเห็ดออกแต่ละครั้ง บางครั้งก็ต้องวิ่งหาตลาด ปัจจุบันจึงมาขายก้อนเห็ดเป็นส่วนใหญ่ ทำอยู่  ๒ ชนิดคือ เห็ดนางฟ้าภูฐาน และเห็ดขอนดำ โดยจะผลิตตามยอดที่สั่งซื้อ อาศัยแรงงานภายในครอบครัว จากในระยะแรก ปากต่อปาก และเป็นที่รู้จักในแวดวงการเพาะเห็ดในระยะเวลาไม่นาน มียอดสั่งซื้อในแต่ละเดือนไม่ต่ำกว่าหมื่นก้อน

EM

EM

 

วิธีทำเห็ดก้อนมีดังนี้
วัสดุอุปกรณ์
๑.  ขี้เลื่อย                   ๑๐๐ กก.

๒.  รำละเอียด                  ๖ กก.

๓.  ปูนขาว                       ๑ กก.

๔.  ยิปซัม                      ๐.๕ กก.

๕.  กะปิ                           ๑ ช้อนแกงละลายน้ำ

๖.  น้ำหมักต่าง ๆ ได้แก่ น้ำหมักเศษอาหาร ฮอร์โมนผลไม้ EM ขยาย และกากน้ำตาล อย่างละ ๒๐๐ ซีซี. ผสมน้ำ ๑๐๐ ลิตร

วิธีผสมและหมัก

นำวัสดุมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำน้ำหมักต่าง ๆ ที่ผสมน้ำไว้แล้วรดลงวัสดุ คลุกเคล้าให้เข้ากันให้มีความชื้นประมาณ ๓๐% หมักไว้ ๑วันจึงนำมาบรรจุก้อน             คุณประทีปบอกว่านอกจากการใช้น้ำหมักต่าง ๆที่หมักด้วย EM ซึ่งได้ผลดีอยู่แล้ว ยังมีเคล็ดลับอีกหนึ่งอย่าง คือน้ำกะปิ ซึ่งส่วนใหญ่เรามักพบเห็นกับการใช้กับการเร่งรากต้นไม้ เช่นพวกไม้ที่ตอนไม่ออก  คุณประทีปบอกว่าได้รับความรู้นี้จากการไปอบรมเกษตรกรคลื่นลูกใหม่ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ทางจังหวัดส่งไป จึงคิดว่าถ้านำมาใช้ในการเพาะเห็ดน่าจะมีผลดี จึงนำมาผสมกับเห็ดสังเกตุเห็นว่าเชื้อเห็ดเดินเร็วขึ้นจากปกติ ๔๐ วันเมื่อผสมน้ำกะปิ เพียง ๒๕ วันก็เดินเต็ม จึงเพิ่มน้ำกะปิเป็นอีกส่วนผสมหนึ่ง และนำมาใส่ในปุ๋ยด้วยเพื่อเร่งรากต้นไม้             หลังจากอัดก้อนเสร็จเรียบร้อยก็นำมานึ่งที่เตา ใช้ความร้อนประมาณ ๑๐๐ องศาเซลเซียส ต่อเนื่อง ๓ ชั่วโมง และนำออกมาพักให้เย็นแล้วหยดเชื้อและบ่มไว้ในโรงเรือน ประมาณ ๓๐ วันก็จำหน่ายได้ก้อนเห็ดนางฟ้าภูฐาน จำหน่ายราคาก้อนละ ๗ บาท เห็ดขอนดำก้อนละ ๘ บาท             คุณประทีปบอกกับทีมงานว่า โอกาสที่จะมีก้อนเห็ดเสีย มีน้อยมากหากหมักวัสดุด้วยอีเอ็มดีแล้วโอกาสที่จะปนเปื้อนเชื้อโรคแทบจะไม่มี ยกเว้นอาจจะปนเปื้อนจากเชื้อเห็ดที่หยดเข้าไป

การดูแลรักษา

ในระยะที่ดอกยังไม่ออกจะยังไม่รดน้ำ จะเริ่มรดน้ำเมื่อดอกออก ปกติรด ๓ เวลาคือเวลาเช้า เที่ยง และเย็น ถ้าหน้าฝนจะรดวันละครั้ง ส่วนหน้าหนาวจะเพิ่มความถี่ โดยให้สังเกตจากตัวดอก จะเป็นตัวบอกความชื้น ถ้าความชื้นพอดี ดอกก็ไม่แห้ง        ลักษณะโรงเรือนของสวนเห็ดขิมจะเป็นอาคารเปิดโล่ง บังด้วยตาข่ายสีเขียวด้านข้าง คุณประทีปบอกว่า โรงเรือนที่นี่เป็นโรงเรือนอเนกประสงค์สามารถใช้เปิดดอก บ่มเชื้อ ได้ภายในโรงเดียว เพียงแต่ต้องรักษาความสะอาด อย่าให้มีแหล่งอาหารของเชื้อโรคก็จะไม่มีปัญหาการปนเปื้อนแต่อย่างใด             นอกจากการทำก้อนเห็ดโดยใช้ขี้เลื่อยเป็นวัสดุหลักแล้ว คุณประทีปยังได้ทดลองใช้หญ้าฟางและใบหญ้าแฝกแทนขี้เลื้อย เพราะสามารถปลูกและหาได้ในท้องถิ่น โดยเฉพาะหญ้าแฝกที่ปลูกง่าย บำรุงดิน ใบก็นำมาใช้ประโยชน์ได้ ใบนำมาหมักแล้วก็สับ เรื่องเห็ดก็จะเป็นเรื่องง่าย ต่างจากขี้เลี่อยที่มีราคาแพงและต้องสั่งมาจากภาคอื่นๆ การสอนให้ชาวบ้านทำเห็ดก็จะเป็นเรื่องง่าย โดยอยู่ในช่วงการพัฒนาสูตรให้มีความเหมาะสม จากการทดลองในรุ่นแรกพบว่าเมื่อใช้ฟางเป็นวัสดุ ดอกเห็ดจะออกถี่กว่าการใช้ขี่เลื่อยแต่ดอกยังไม่ใหญ่มากนัก ยังต้องพัฒนาสูตรอาหารเห็ดต่อไป             ก้อนเห็ดที่เหลือจากการขายก็จะนำมาเลี้ยงไว้เพื่อขายดอกแพ็คใส่ถุงขายในตลาดเช้าบ้าง ตอนเย็นบ้าง มีลูกค้าประจำที่เหนียวแน่น เพราะเห็ดมีคุณภาพสดใหม่             เมื่อเก็บดอกหมดแล้ว ระยะเวลาประมาณ ๕-๖ เดือน ก้อนเห็ดเหล่านี้ก็จะถูกนำมาเป็นส่วนผสมของปุ๋ยโบกาฉิ เป็นรายได้อีกทางหนึ่งของสวนเห็ดขิม และเป็นรายได้หลักในช่วงฤดูฝนที่จะมียอดสั่งซื้อเข้ามามาก จนกระทั่งผลิตไม่ทัน โดยส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่รักการทำเกษตรอินทรีย์เช่น นาข้าว และยางพารา             นอกจากการทำเห็ดและทำปุ๋ยขายแล้ว ภายในสวนเห็ดขิมที่ร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิด ยังปลูกพืชผักสวนครัวและพืชสมุนไพรไว้รับประทานเองในครอบครัว และนำมาปั่นเป็นผักผลไม้บำรุงสุขภาพ ขายเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง  จากการปั่นไว้รับประทานเอง ก็มีคนขอซื้อ และกลายเป็นอาชีพไปโดยปริยาย น้ำผักผลไม้ปรุงรสใส่น้ำผึ้ง มีสูตรผสมผสานทั้งมะเขือเทศ แอปเปิ้ล แครอท ใบมะรุม ว่านแปะตำปึง ว่านฮง๊อก มะนาว ขึ้นฉ่าย และอื่นๆตามผักที่หาได้ในแต่ละวัน ล้วนแล้วแต่มีสรรพคุณเป็นสมุนไพรบำรุงร่างกายทั้งสิ้น             นอกจากนี้ภายในบ้านยังเพาะกล้าไม้ชนิดต่างๆ ไว้จำหน่ายรวมทั้งผักหวานป่าที่เพาะจากเมล็ด และกำลังตอนกิ่งไว้เพื่อลงปลูกเป็นรายได้ที่กำลังจะเข้ามาอีกในอนาคต นอกจากการประกอบอาชีพ เพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัวแล้ว ที่สวนเห็ดขิมยังเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ของจังหวัดบุรีรัมย์มีคณะเข้ามาศึกษาเยี่ยมชม รวมทั้งเชิญให้ไปเป็นวิทยากรบรรยายให้กับเกษตรกรที่สนใจอีกด้วย
คุณประทีปได้กล่าวทิ้งท้ายว่า             การใช้ชีวิตให้มันพอดีให้มีความสุข ความสำคัญคือความสุข เงินทุกคนก็ต้องการ แต่ไม่สุดโต่งว่าต้องทำยอดจะต้องหารายได้มากๆ ตรงนั้นไม่ได้ไปยึดวัตถุมากเลย เอาให้มันพอดีกับแรงงานของเราความสุขของเราระยะยาว เราจะทำได้อีกกี่ปีๆทำแล้วเส้นเลือดแตกทำแล้วกลุ้ม ตรงนั้นก็ไม่เอา คือต้องมีความสุขแล้วก็อยู่ได้ ทำไปทำมาหลายปีเข้าคนก็รู้ มันก็เหมือนกับต้นไม้ให้ดอกให้ผล แตกกิ่งก้านสาขาคนก็เริ่มรู้ แต่หลักการเราอาจจะใช้เวลาหน่อยเพราะคนยังไม่รู้ ไม่ได้โฆษณาประชาสัมพันธ์ทางไหนเลยอาศัยค่อยๆโต ไม่ใจร้อน ไม่หากินอย่างนั้น อาชีพเกษตรมันหากินตลอดชีวิต ถ้าเรายังมีแรงต่อไป

ก้อนเชื้อเห็ดคุณภาพ

ก้อนเชื้อเห็ดคุณภาพ

ตามลักษณะของเชื้อเห็ด

-เห็ดแครง อาจมีอายุ 1-2 เดือน

-เห็ดขอนขาว ขอนดำ อาจมีอายุก้อน 2-3 เดือน

-เห็ดลม เห็ดหอมจีน อาจมีอายุ 3-5 เดือน

-เห็ดนางฟ้า นางรม หูหนู เป๋าฮื้อ อาจมีอายุ 10-12เดือน (แต่ห้วงที่ให้ดอกเห็ดคุณภาพ 3-4 เดือน)

-เห็ดโคนญี่ปุ่น อาจมีอายุ 12-14 เดือน

-เห็ดหลินจือ อาจมีอายุ 20-26 เดือน

 

ตามอัธยาศัยของฟาร์ม

-ฟาร์มที่ทำก้อนเชื้อเอง อาจพิจารณาการนำก้อนเชื้อเห็ดเก่าที่อายุไม่มากนักมารีไซเคิล โดยนำก้อนเชื้อเห็ดเก่ามาผสมทำเป็นก้อนเชื้อเห็ดใหม่ เพื่อตัดวงจรของโรคแมลง เพราะก้อนเห็ดใหม่ให้ดอกเห็ดคุณภาพที่ดีกว่า ตลอดจนอาจเห็นว่าก้อนเชื้อที่อายุมากๆให้ดอกเห็ดไม่คุ้มค่ากับการดูแล ค่าน้ำ ค่าไฟ เป็นต้น  ฟาร์มในลักษณะที่ว่านี้ อาจเลือกทำลายก้อนเห็ดหลังจากให้ดอกเห็ดเพียง 1-3 เดือน ทั้งๆที่ก้อนเห็ดยังไม่หมดอายุการให้ดอก

-สำหรับฟาร์มขนาดเล็ก และฟาร์มที่ไม่ได้ผลิตก้อนเห็ดเองแต่ซื้อก้อนเชื้อมาจากฟาร์มอื่นๆ ฟาร์มประเภทที่ว่ามักนิยมเพาะเห็ดจนก้อนเห็ดไม่มีความสามารถในการให้ดอกเห็ด ช่วงเวลาที่ว่าอาจพิจารณาจาก อายุของเชื้อเห็ดที่เสนอไว้ในเบื้องต้น หรือ อาจอาศัยประสบการณ์  เช่น

1. ก้อนเห็ดขอนดำ-ขอนขาว  เห็ดลม หรือเห็ดโต่งฝน เมื่อใกล้หมดอายุ ก้อนเห็ดจะหดตัวเล็กลงเรื่อยจนหลวมถุง โดยก้อนเห็ดยังแข็ง

2.เห็ดนางรม เช่น ฮังการี หรือ นางรมขาวใหญ่ มักหดตัว อาจไม่หลวมถุงเหมือนเห็ดลม แต่ น้ำหนักก้อนเบาลงมาก อาจเหลือไม่ถึง 1ขีด จาก 8-10 ขีด ใน ขณะที่ก้อนยังเป็นสีขาวอยู่

3.เห็ดนางฟ้าภูฐาน หรือ เห็ดนางฟ้าภูฐานดำ สองฤดู หรือ เห็ดเป๋าฮื้อ ก้อนเห็ดอาจเปลี่ยนเป็นสีดำจากแรกเป็นสีขาว แต่น้ำหนักก้อนไม่ลดลงเพราะเส้นใยเห็ดไม่สามารถกันน้ำให้เข้าไปในก้อนได้เช่นเห็ดนางรม

4.เห็ดหลินจือ แม้ว่าก้อนจะเหี่ยว แห้ง และเบามากแล้ว แต่ก็ยังสามรถให้ดอกเห็ดได้ แม้ว่าจุดูเหมือนตายแล้ว

 

จะเห็นได้ว่าการที่ก้อนเชื้อเห็ดดำ หรือ ขาว ไม่ได้เป็นตัวอบอกได้ว่าก้อนเห็ดนั้นหมดอายุแล้ว ขณะเดียวกันก้อนเห็ดที่เบาลง หรือ หดตัวลงก็ไม่ได้หมายความว่าหมดอายุแล้วเช่นกัน

เกษตรกรเพียงแต่ใช้หลักการนี้เป็นแนวทาง ในการตัดสินใจในการวางแผนการจัดการในฟาร์มเห็ดของตน ที่เหลือล้วนต้องใช้ประสบการณ์ครับ ที่สำคัญการดื้อดึงรักษาก้อนเห็ดไว้เพื่อให้ออกดอกในขณะที่ก้อนเห็ดในฟาร์มมีแต่เชื้อโรคย่อมไม่ดีแน่

 

ที่มา :

นาย เจษฎา กาพย์ไชย

นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร

สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่


ยินดีต้อนรับทุกๆท่านครับ
เพิ่มเพื่อน
SiamMushroom.com สยามเห็ดฟาร์ม ศูนย์รวมทุกอย่างเกี่ยวกับเห็ด รู้ลึก รู้จริง จากประสบการณ์โดยตรงกว่า 10 ปี เรามีทั้งข้อมูล ความรู้ เคล็ดลับ เทคนิก ต่างๆ เกี่ยวกับ การเพาะเห็ด การทำโรงเรือน การเพาะเห็ดอย่างยั่งยืน สนใจหรือมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามได้ครับ

Line id = http://line.me/ti/p/fCnGrmYhKc
กด Like พูดคุยกันบน Facebook
มั่นใจในคุณภาพของเรา
สินค้ามาใหม่