แนะนำสินค้าชีวภาพ

หญิงนักสู้ทำฟาร์มเห็ด “ยานางิ” รายได้งามเดือนละ 2.5 แสนบาท

แม้ “พิกุล บุญเรือง” จะเป็นลูกผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่ใจเธอเป็นนักสู้ชีวิตไม่แพ้ลูกผู้ชายอกสามศอก ถึงขนาดยอมลาออกจากงานประจำในเมืองกรุง มุ่งหน้ากลับบ้านที่บ้านหนองเต่าคำใหม่ ต.บ้านไผ่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ตัดสินใจยึดอาชีพเกษตรกร โดยเลือกทำฟาร์มเพาะเห็ด ปัจจุบันได้เป็นเจ้าของฟาร์มเห็ด “ฟาร์มบ้านเห็ด” ซึ่งเป็นฟาร์มเพาะเห็ด “ยานางิ” รายใหญ่และเจ้าแรกของ จ.เชียงใหม่ ทุกวันนี้สามารถสร้างรายได้ถึงเดือนละ 2.5 แสนบาท

พิกุล เล่าว่า เดิมที่เป็นคน จ.แพร่ แต่พ่อแม่มาตั้งรกรากที่ จ.เชียงใหม่ พอโตขึ้นเธอไปเรียนที่กรุงเทพฯ หลังจากจบได้ทำงานเป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ทำได้ 5 ปี พอปี 2541 เธอจึงได้ตัดสินใจกลับมาอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ และลงทุนทำฟาร์มเห็ด โดยเริ่มจากการทดลองเพาะเห็ดหอมก่อน แต่ตอนหลังขาดทุนเนื่องจากต้นทุนการผลิตสูง ประกอบกับไม่มีประสบการณ์ในการเพาะเห็ด

ในที่สุดกิจการเพาะเห็ดหอมต้องปิดลง แต่ก็ยังคงทดลองเพาะขยายเห็ดพันธุ์ใหม่อยู่เรื่อยๆ เพื่อหาประสบการณ์ กระทั่งปี 2543 ได้เข้าฝึกอบรมการเพาะเห็ดที่ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ (ไบโอเทค) กรุงเทพฯ ทำให้ได้ความรู้ใหม่ๆ ในการเพาะเห็ดหลายอย่าง เช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เห็ดหัวลิง และเห็ดยานางิหรือเห็ดหอมญี่ปุ่น

จากนั้นจึงได้ลงทุนเปิดฟาร์มเพาะเห็ดอีกครั้ง โดยเธอเลือกทำฟาร์มเห็ดยานางิ เพราะจากการศึกษาพบว่า มีแนวโน้มการตลาดดีกว่า เพราะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่เพิ่งทดลองปลูกในเมืองไทย จึงเชื่อว่าในอนาคตจะต้องได้รับความนิยมจากผู้บริโภคค่อนข้างแน่นอน เพราะเป็นเห็ดที่มีรสชาติอร่อย มีคุณค่าทางอาหารสูง

“ครั้งแรกฉันลงทุนไป 3 แสนบาท ในการสร้างโรงเรือนบนพื้นที่ 7 ไร่ มีโรงเรือน 15 โรง ประกอบด้วย โรงเรือนขนาดใหญ่ กว้าง 8×21 เมตร สามารถเพาะเห็ดหรือบรรจุเห็ดได้ 2.2 หมื่นก้อน และโรงเรือนขนาดเล็ก กว้าง 8×12 เมตร บรรจุเห็ดได้ 1.2 ก้อน ภายในโรงเรือนสามารถทำงานแบบครบวงจรคือ เพาะเชื้อเห็ด ทำก้อนเห็ด ตั้งฟาร์ม และจำหน่ายทั้งเชื้อและดอกเห็ด” พิกุล กล่าว

หลังจาก พิกุล ทุ่มเทในการทำงานถึง 3 ปี ปัจจุบันกิจการฟาร์มเห็ดของเธอก็ได้เจริญรุ่งเรืองขึ้น เพราะเป็นรายแรกและรายเดียวที่ทำฟาร์ม ปัจจุบันผลผลิตของเห็ดยานางิได้เดือนละ 1 ตันครึ่ง รายได้เฉลี่ยจากการจำหน่ายดอกเห็ดเดือนละ 1.5 แสนบาท และรายได้จากการจำหน่ายก้อนเชื้อเห็ดอีกเดือนละ 1 แสนบาท รวมแล้วเธอมีรายได้ตกเดือนละ 2.5 แสนบาท แต่กระนั้นยังไม่พอต่อความต้องการของตลาด ขณะนี้เธอเตรียมที่จะขยายพื้นสร้างโรงเรือนเพิ่มอีก 3 ไร่

สำหรับผลผลิตเห็ดทั้งหมดจะส่งจำหน่ายให้กับพ่อค้าคนกลาง ซึ่งจะมารับซื้อถึงฟาร์มทุกวัน เพื่อนำไปจำหน่ายตลาดกลางที่กรุงเทพฯ เช่น ตลาดสี่มุมเมือง และบางส่วนก็จะส่งจำหน่ายที่ตลาดเมืองใหม่และซูเปอร์มาร์เก็ต ใน จ.เชียงใหม่ ขายในราคา กก.ละ 100-150 บาท นอกจากนี้ ยังมีการบรรจุแพ็คจำหน่ายให้กับลูกค้ารายย่อย แพ็คละ 40 บาทอีกด้วย ส่วนก้อนเชื้อเห็ดขายก้อนละ 7 บาท ซึ่งมีเกษตรกรผู้ประกอบการเพาะเห็ดทั่วประเทศมาอุดหนุนอย่างต่อเนื่อง

พิกุล เล่าถึงวิธีการเพาะเห็ดยานางิว่า คล้ายกับการเพาะเห็ดทั่วๆ ไป คือต้องเพาะขยายจากหัวเชื้อหรือก้อนเชื้อที่มีส่วนผสมของสารอาหารสำหรับเห็ด เช่น ขี้เลื่อยไม้ ยางพารา รำข้าว น้ำตาลทราย แคลเซียม ยิปซัม จากนั้นนำไปเพาะในโรงเรือน หมั่นดูแลรดน้ำเช้า-เย็น ประมาณ 15 วัน เห็ดจะเริ่มให้ผลผลิตและสามารถเก็บได้ประมาณ 4-5 ครั้ง พอหมดรุ่นก็จะพักช่วงไว้ประมาณ 15 วันเพื่อฆ่าเชื้อ ก่อนทำการเพาะเชื้อใหม่หมุนเวียนกันไป

ที่มา :

http://www.komchadluek.com/shownews/news/-3943.html

การเพาะเห็ดเป๋าฮื้อ

• ขอบคุณแหล่งข้อมูล:กองเกษตรสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เห็ดเป๋าฮื้อ

เห็ดเป๋าฮื้อ

เห็ดเป๋าฮื้อ

ธรรมชาติของเห็ดเป๋าฮื้อ  มักขึ้นอยู่บนต้นไม้ที่ผุพังแล้ว ลักษณะของดอกเห็ดไม่ค่อยจะเป็นรูปทรงที่แน่นอน แต่มีลักษณะคล้ายเห็ดนางรม เนื่องจากเห็ดเป๋าฮื้อเป็นเห็ดที่อยู่ในสกุลเดียวกันกับเห็ดหอม จึงมีลักษณะภายนอกใกล้เคียงมาก จะต่างกันก็ที่ดอกใหญ่และหายากกว่า สีดอกระยะแรกจะมีสีค่อนข้างคล้ำจนดำเมื่ออายุมากขึ้นจะค่อย ๆ จางลง และเป็นสีน้ำตาลอ่อนเมื่อแก่จัด ตามปกติจะขึ้นได้ดีในฤดูหนาว แต่เนื่องจากเห็ดเป๋าฮื้อมีการปรับตัวต่ออุณหภูมิได้ค่อนข้างสูง ฉะนั้น ในปัจจุบันจึงสามารถที่นะเพาะเห็ดเป๋าฮื้อได้ผลดีทุกฤดูกาล ในทุกภาคของประเทศไทย

 

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเห็ดเป๋าฮื้อ  

1. แสงสว่างแม้ว่าเห็ดเป๋าฮื้อจะไม่มีคลอโรฟิลล์ จึงไม่จำเป็นต้องใช้แสงสว่างในการปรุงอาหาร แต่แสงสว่างมีส่วนช่วยในการกระตุ้นให้เห็ดออกดอก โดยเฉพาะการเจริญของหมากดอก แต่ถ้าแสงน้อยหรือไม่มีแสงจะกระตุ้นการเจริญของก้านดอก นอกจากนี้ถ้าเห็ดเป๋าฮื้อเจริญในที่มืด หมวดดอกจะมีสีเข้ม แต่ถ้าเห็ดเป๋าฮื้อเจริญเติบโตในแสงสว่าง หมวกดอกจะมีสีจางลง

2. ความชื้นมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของเห็ดเป๋าฮื้อมาก เห็ดพวกนี้ต้องการความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศสูงมาก จึงจำเป็นต้องเพาะในโรงเรือนเพาะเห็ด ความชื้นภายในโรงเรียนที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 90-95 เปอร์เซ็นต์ ถ้าความชื้นสัมพัทธ์สูงจะทำให้ดอกเห็ดมีขนาด ใหญ่และมีน้ำหนักมาก

3.อุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของ เห็ดเป๋าฮื้อควรอยู่ระหว่าง 25-30 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 12 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า 36 องศาเซลเซียส เห็ดจะไม่ออกดอกหรือดอกที่ออกจะมีลักษณะ แคระแกรนมีรูปร่างผิดปกติ

เห็ดเป๋าฮื้อ

เห็ดเป๋าฮื้อ

 

 

การผลิตก้อนเชื้อเห็ดเป๋าฮื้อ

1. การผลิตก้อนเชื้อโดยใช้ฟางหมัก

•นำฟางที่สับเรียบร้อยแล้ว(ยาว 2-8 นิ้ว) มาแช่น้ำหรือรดน้ำให้ทั่ว หลังจากที่ฟางสะเด็ดน้ำแล้ว นำมาผสมกับปุ๋ยวิทยาศาสตร์ตามสูตร โดยหมักเป็นกองสูงแล้วคลุมด้วยพลาสติก หลังจากหมักได้ 3 วัน รอบ ๆ

กองฟางจะแห้ง ให้ใช้บัว รดน้ำรอบ ๆ ขอบกองฟางจากนั้นให้พลิกกองปุ๋ยหมัก ตีก้อนปุ้ยให้แตกแล้วนำมาคลุกกับปูนขาว หมักต่ออีก 3 วัน เมื่อครบ 3 วันแล้ว ให้พลิกกองปุ๋ยหมัก และให้หมักต่อเป็นรูปเจดีย์ โดยกองแบบหลวม ๆ เพื่อให้อากาศถ่ายเทให้มากที่สุด ทิ้งไว้ 1 วัน วันรุ่งขึ้นให้ผสมรำข้าง เสร็จแล้วให้บรรจุถุงพลาสติกทนร้อนที่ใช้เพาะเห็ด ควรจัดใส่ถุงให้หมดภายในวันนั้น และควรนำก้อนเชื้อไปนึ่งในหม้อนึ่งลูกทุ่งทันทีเพราะถ้าทิ้งไว้นาน ๆ จะเกิดการเจริญของจุลินทรีย์ต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ยากต่อการกำจัด ซึ่งในภายหลังจะก่อให้เกิดความสูญเสีย ในขั้นตอนการออกดอกได้

•นำฟางแช่ในท่อปูนโดยย่ำให้ฟางจมน้ำ และนุ่น แล้วนำมากองเกลี่ยให้เป็นวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เมตร บนพื้นปูน โรยฟางหนาประมาณ 3-4 นิ้ว หว่านปุ๋ยหรือแอมโมเนียซัลเฟต และโรยฟางสลับกันจนหมดฟางและปุ๋ยโดยกำหนดฟาง และปุ๋ย โดยกำหนดฟางและปุ๋ยให้พอดี ปุ๋ยจะกระจายทั่วกองฟาง กองฟางจะอยู่ในลักษณะทรายคว่ำสูงประมาณ 1.2-1.5 เมตร

เอาผ้าพลาสติกคลุมให้มิดชิดทิ้งไว้ 3 วัน แล้วให้กลับกองฟางครั้งที่สองพร้อมกับใส่ปูนขาวแล้วใช้ ผ้าพลาสติกคลุมไว้ตามเดิมทิ้งไว้อีก 3 วันให้กลับกองฟางใส่รำแล้วบรรจุลงเพาะเห็ดตามกรรมวิธีการ เพาะเห็ดทั่วไปแล้วนำไปนึ่งฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งลูกทุ่ง ทิ้งไว้ให้เย็นก่อนใส่เชื้อเห็ดลงไป  สูตรที่ใช้ในการเพาะเห็ดเป๋าฮื้อ  การผลิตก้อนเชื้อจากฟางข้าว

สูตร 1

ฟางเส้น(ยาว 4-6 นิ้ว) 100 กิโลกรัม ยูเรีย(แอมโมเนียนซัลเฟต 2 กิโลกรัม) 1 กิโลกรัม ปูนขาว 1 กิโลกรัม ปุ๋ยดับเบิลซุปเปอร์ฟอสเฟต 1กิโลกรัม รำละเอียด 3 กิโลกรัม

สูตร 2

ฟางเส้น 100 กิโลกรัม ปุ๋ยนา(สูตร 16-20-0 หรือ 18-20-0 หรือ20-20-0) 2 กิโลกรัม ปูนขาว 1 กิโลกรัม รำละเอียด 3 กิโลกรัม

สูตร 3

ฟางเส้น 100 กิโลกรัม ยูเรีย(คลุกกับฟาง) 2 กิโลกรัม ดีเกลือ(ใส่เมื่อกลับกองครั้งที่ 1 ) 1.2 กิโลกรัม หินปูนหรือปูนขาว 0.5กิโลกรัม น้ำ(ใส่เมื่อกลับกองครั้งที่ 2 ) 140-170กิโลกรัม

สูตร 4

ฟางเส้น 100 กิโลกรัม ยูเรีย(คลุกกับฟาง) 1 กิโลกรัม ส่าเหล้า(คลุกกับฟาง) 0.5 กิโลกรัม ดีเกลือ 0.2 กิโลกรัม หินปูนหรือปูนขาว0.5 กิโลกรัม น้ำ 140-170กิโลกรัม การผลิตก้อนเชื้อจากขี้เลื่อย

สูตร 5

ขี้เลื่อยไม้ยางพารา100 กิโลกรัม รำละเอียด 5-15 กิโลกรัม ข้าวโพดป่น 3-5 กิโลกรัม ดีเกลือ0.3-0.4 กิโลกรัม น้ำ พอประมาณ  กรรมวิธีการผลิตก้อนเชื้อ การอัดถุงทำเหมือนกรรมวิธีการการผลิตเชื้อทั่วไป ในการใช้รำผสมตามปกติยิ่งมากผลผลิตก็สูงตามไปด้วย แต่อัตราความเสียหายเนื่องจากเชื้ออื่นปะปนก็สูงตามไปด้วย ผู้เพาะเห็ดบางรายอาจใช้รำหรือข้าวโพดป่นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจใช้ทั้งสองอย่างร่วมกันในส่วนผสมขึ้นอยู่ กับสภาพของท้องถิ่นและราคาของวัตถุดิบ (ดูรายละเอียดขั้นตอน การเพาะเห็ดในถุงพลาสติก)  การผลิตก้อนเชื้อจากซังข้าวโพด ถ้าใช้ละอองซ้งข้าวโพดที่ได้จากการสีข้าวโพด ให้มาผสมกับน้ำจนมีความชื้นเหมาะสมแล้วบรรจุถุง ได้เลยไม่ต้องใช้เป็นอาหารเสริม โดยใช้ละอองซังข้าวโพด 100 กิโลกรัม ผสมกับน้ำประมาณ 100 กิโลกรัม แต่ถ้าเป็นซ้งข้าวโพด ให้นำไปป่นด้วยเครื่องบดแกลบ โดยตั้งเครื่องบดให้ออกมาหยาบหน่อยหรือจะใช้เครื่องบดเม็ดข้าวโพด ก็ได้แล้วนำมาเพาะเห็ดคล้ายกับขี้เลื่อยไม้ยางพารา แต่ต้องไม่ใส่รำให้ใช้ซังข้าวโพด 100 กิโลกรัม ผสมกับน้ำ 100 กิโลกรัม คลุกให้เข้ากัน แล้วกองเป็นรูปสามเหลี่ยม คลุมด้วยพลาสติกทิ้งไว้ 3 วันเพื่อให้ซังข้าวโพดนิ่มก่อน แล้วจึงบรรจุถุงพลาสติกทนร้อน และนำไปนึ่งด้วยหม้อนึ่งลูกทุ่ง ทิ้งให้เย็นก่อนใส่เชื้อเห็ดลงไป  การบ่มก้อนเชื้อเห็ดเป๋าฮื้อ หลังจากใส่เชื้อเห็ดลงในถุงก้อนเชื้อแล้วให้นำถุงก้อน เชื้อไปบ่มในโรงบ่มเชื้อให้เป็นชั้นเดียวในลักษณะ ตั้งหรืออาจจะวางนอนซ้อนกันเป็นชั้นๆ ก็ได้ ระยะในการบ่มเชื้อเห็ดเป๋าฮื้อจะใช้ประมาณ 30-45 วันเชื้อจึงจะเจริญเต็มถุง อุณหภูมิที่เหมาะต่อการบ่มเชื้อประมาณ 28-32 องศาเซลเซียส ถ้าสูงหรือต่ำกว่านี้เชื้อจะเจริญช้า ในขณะที่บ่มเชื้อปัญหาที่สำคัญคือโรดและแมลงศัตรูเห็ดอาจเข้าทำลาย ก้อนเชื้อได้โดยเฉพาะพวกไรและแมลงบางชนิด ดังนั้น จึงควรฉีดยาป้องกันโรดและแมลงศัตรูเห็ด เช่น เซฟวิน 85 ฯลฯ คลุมทับถุงเชื้อเอาไว้ ถ้าโรงเรือนสะอาดการฉีดยาคลุมทับลงบนถุงเห็ดก็ไม่จำเป็นมากนัก  การทำให้เห็ดเกิดดอก หลังจากที่เชื้อเจริญเต็มถุงแล้ว ในการทำให้เกิด ดอกเห็ด ผู้เพาะเห็ดควรใช้วิธีการปฏิบัติดังต่อไปนี้ (ดูรายละเอียดขั้นตอน การเปิดดอกเห็ดเป๋าฮื้อ)

1.การวางก้อนเชื้อนอนแล้วเปิดจุกสำลีให้เห็ด ออกตรงคอขวดวิธีการนี้ประหยัดพื้นที่ในการวางก้อนเชื้อ เพราะสามารถวางซ้อนกันได้หลายชั้นหรืออาจ จะใช้วิธีมัดเป็นพวงแทนในลักษณะนอนก็ได้วิธีการวางก้อน เชื้อแบบนอนเหมาะสำหรับวัสดุที่ใช้เพาะ พวกขี้เลื่อยและซังข้าวโพดแต่วิธีการนี้ไม่สามารถคลุมผิวหน้า(casing) ของถุงเห็ดได้

2. การวางถุงตั้งจะวางติดกันเป็นแบบหน้ากระดานโดย ให้ดอกเห็ดดอกแรกออกมาทางคอขวด แต่ดอกเห็ดจะมีปัญหาหักตรงโคนได้ง่าย หลังจากเก็บดอกเห็ดรุ่นต่อไป ก็คือการคลุมดินหนาประมาณ 1 เซนติเมตร ซึ่งจะช่วยให้ก้อนเชื้อไม่แพงเกินไป และมีความชื้นเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเห็ด ดินที่ใช้ต้องสะอาดและมีลักษณะดังนี้

- ดินที่ปราศจากอินทรีย์วัตถุ เพราะอาจมีจุลินทรีย์เจริญลุกลามลงในถุงได้ โดยให้ขุดลอกผิวดินออกประมาณ 15 ซม. จากนั้นให้ขุดดินที่อยู่ลึกลงไป นำไปใช้คลุมผิวหน้าก้อนเชื้อได้

- ดินร่วนปนทราย เพราะเมื่อรดน้ำจะไม่จับตัวกันเป็นก้อนแข็ง โดยนำดินมาทำให้ละเอียดพอสมควรเสียก่อน

- ไม่เป็นกรดหรือด่างมากเกินไป ก่อนใช้ควรผสมหินปูน 2-3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักดินแห้งหรือจะใช้ปูนขาวประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ก็ได้

-ดินที่ใช้ต้องปราศจากเชื้อจุลินทรีย์ แมลงและไส้เดือนฝอย ถ้านึ่งฆ่าเชื้อก่อนนำมาใช้ได้ยิ่งดี หลังจากคลุมดินแล้วรด น้ำบนดินพอหมาดๆ อย่าให้เปียกมากเกินไป (ให้รักษาความชื้นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ) ประมาณ 5-7 วัน เส้นใยจะรวมตัวเป็นตุ่มเห็ดเล็ก ๆ จากนั้นจะขยายใหญ่และเจริญเป็นดอกเห็ดภายใน 3-4 วัน

 

ประโยชน์ของการใช้ดินคลุมก้อนเชื้อเห็ด

1.ดินจะช่วยอมความชื้นไว้ได้ดี ช่วยให้ดอกเห็ดเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นมาใหม่ไม่ฝ่อ

2. ดินจะช่วยยึดฐานดอกไม่ให้เห็ดล้มได้ง่าย และช่วยบังคับไม่ให้ก้านดอกยาวมากเกินไป

3. ช่วยป้องกันไม่ให้จุลินทรีย์ที่อยู่ในอากาศไปทำลายก้อนเชื้อเห็ด

4.การคลุมผิวหน้าดินทำให้ก้อนเชื้อได้รับอากาศน้อยลง จึงทำให้ดอกเห็ดเล็ก ๆ ไม่เจริญและอาหารจะถูกสะสม ไว้ในก้อนเชื้อมากซึ่งช่วยให้เห็ดเกิดรุ่นต่อไปสมบูรณ์

 

ปัญหาในการเพาะเห็ดเป๋าฮื้อ

1. เส้นใยเดินไม่เต็มถุงเหตุเพราะอุณหภูมิสูงหรือมี เชื้อจุลินทรีย์อื่นเจริญแทรก แก้โดยอาจเพิ่มเวลานึ่งก้อนเชื้ออีกประมาณ 1 ชั่วโมง

2. ดอกเห็ดแห้งฝ่อเพราะความชื้นไม่พอ ควรรดน้ำอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน

3.มีหนอนทำลายเชื้อเห็ด เป็นเพราะสำลีอุดจุกพื้นและ ไม่มีกระดาษหุ้มสำลีไว้ทำให้แมลงวันวางไข่ไว้

4. ไรทำลายเชื้อเห็ด ควรให้โรงบ่มอยู่ห่างจากวัสดุหมัก

5. เชื้อเห็ดเจริญแล้วหยุดส่วนที่เชื้อไม่เดินจะมีสีคล้ำ กว่าปกติเป็นเพราะวัสดุหมักผสมเปียกเกินไป

6.เชื้อราที่ขึ้นปะปนในก้อนเชื้อเกินทั่วไปไม่แน่นอน เหตุเพราะมดแดงตัวเล็กๆ หรือ แมลงกัดบริเวณข้างถุงพร้อมกับนำเชื้อราอื่น ๆ เข้าไปควรรักษาโรงเรือนให้สะอาดและฉีดยาฆ่าแมลงป้องกัน

เทคนิคการผลิตก้อนเชื้อคุณภาพสูง

โดย อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ นายกสมาคมนักวิจัยและผู้เพาะเห็ดแห่งประเทศไทย

ก้อนเชื้อเห็ดคุณภาพ

ก้อนเชื้อเห็ดคุณภาพ

 

สูตรอาหารเห็ดในน้ำหนัก 100 กิโลกรัม มีสูตรดังนี้

- ขี้เลื่อย ๗๐ กิโลกรัม

- ปุ๋ยหมัก (หากไม่มีปุ๋ยอาหารหมักให้ใช้ขี้เลื่อยเป็น ๙๐ กิโลกรัม) ๒๐ กิโลกรัม

- แร่ม้อนท์ ๓ กิโลกรัม – รำ ๗ กิโลกรัม

- น้ำมะพร้าวอ่อนหมักเชื้อพลายแก้ว ๑ ผล

- น้ำมะพร้าวอ่อนหมักเชื้อไมโตฟากัส ๑ ผล

- น้ำเปล่า

หมายเหตุ

: เชื้อพลายแก้ว ป้องกันกำจัดเชื้อรา

: เชื้อไมโตฟากัส ป้องกันกำจัดไร

: แร่ม้อนท์ ทำให้เส้นใยดอกเห็ดมีคุณภาพ

๑. นำวัสดุต่างๆ มาคลุกเคล้าให้เข้ากันอย่างทั่วถึง (เชื้อพลายแก้ว และเชื้อไมโตฟากัสที่หมักแล้วนำมาผสมน้ำเปล่า ๑๐ – ๒๐ ลิตรก่อน แล้วโชยให้ทั่ว จากนั้นเติมน้ำเปล่าให้ความชื้น ๕๐-๖๐ % คลุกเคล้า)

๒. นำวัสดุอาหารเห็ดที่คลุกเคล้า และได้ความชื้นพอเหมาะแล้ว มากรอกใส่ถุงพลาสติกให้ได้น้ำหนักประมาณ ๘ ขีดถึง ๑ กิโลกรัม

๓. อัดให้แน่นพอประมาณ ระวังอย่าให้ถุงปริแตก หรือเสี้ยนตำถุง เพราะจะทำให้เมื่อนึ่งแล้วภายหลังอาจมีเชื้อปนเปื้อนได้จากรอยรั่ว ควรมีแผ่นยางรองเพื่อลดแรงกระแทก ป้องกันถุงปริแตกหรือเสี้ยนตำ

๔. ใส่คอขวด ดึงปากพลาสติกให้ถุงก้อนอาหารตึง

๕. ปั่นใยฝ้ายเป็นก้อนเป็นจุกปิด และปิดฝาครอบพลาสติกอีกชั้น

๖. นำเข้าเตานึ่ง เรียงอย่าให้เบียดแน่น ต้องให้ไอน้ำผ่านได้ทั่วถึง นึ่งด้วยไอน้ำร้อน เป็นเวลา ๓-๕ ชั่วโมง (นึ่งนานแค่ไหนขึ้นอยู่กับขนาดของเตานึ่งด้วย) โดยเริ่มจับเวลาที่อุณหภูมิประมาณ ๑๐๐ องศาเซลเซียสหรือไอน้ำเดือด

๗. นึ่งครบเวลา นำมาตั้งให้เย็นรอใส่หัวเชื้อเมล็ดข้าวฟ่าง

๘. หัวเชื้อเมล็ดข้าวฟ่าง ก่อนเทใส่ในก้อนอาหารเห็ดที่นึ่งสุกแล้ว ต้องเขย่าให้ร่วนก่อน

๙. ก่อนใส่เชื้อเห็ด ต้องเช็ดหรือฆ่าเชื้อืที่มือ ด้วยแอลกอฮอล์ ๗๐ %

๑๐. ฉีดแอลกอฮอล์ ๗๐ % ฆ่าเชื้อที่บริเวณปากถุงด้วย

๑๑. ลนไฟปากขวด จนถึงคอขวดหัวเชื้อเมล็ดข้าวฟ่าง เพื่อฆ่าเชื้อโรคหรือแมลงไร รา ที่เกาะติดอยู่

๑๒. ดึงจุกใยฝ้ายออก เทหัวเชื้อเมล็ดข้าวฟ่างลงในก้อนอาหารเห็ด การเทหัวเชื้อเห็ดต้องเทในที่ไม่มีลมพัดผ่าน หรือในห้องที่ลมสงบนั่นเอง ต้องเทด้วยความชำนาญ และรวดเร็ว เพือ่ไม่ให้เชื้ออื่นปลิวตกลงไปปนเปื้อน เทเสร็จแล้วรีบอุดจุกใยฝ้ายกลับตามเดิม โดยช่วงเทจะอยู่ในมือตลอดเวลา ห้ามวางกับพื้นเด็ดขาด

๑๓. อุดจุก ปิดด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ รัดด้วยยางรัดอีกครั้ง หัวเชื้อข้าวฟ่าง ๑ ขวด เทใส่ก้อนอาหารเห็ดที่นึ่งแล้วได้ประมาณ ๒๕-๓๐ ก้อน

๑๔. นำก้อนอาหารเห็ดที่ใส่เชื้อแล้วขึ้นชั้นวาง ตั้งบ่มให้เส้นใยเจริญเต็มก้อน พร้อมที่จะนำไปเปิดดอกในโรงเปิดต่อไป ระยะเวลาเส้นใยเดินเต็มก้อนอาหารขึ้นอยู่กับชนิดของเห็ดนั้นๆ

๑๕. เมื่อเส้นใยเดินเต็มก้อน เห็ดมีความพร้อมที่จะเปิดดอก นำก้อนเห็ดเข้าโรงเปิดดอก การวางก้อนง่ายสุดคือ วางซ้อนกันเป็นชั้นเป็นแถวแต่วางได้ไม่สูงนัก หรือวางแบบทรงเอ หรือแบบแขวนก้อน ฯลฯ การวางในลักษณะซ้อนกันเป็นชั้นเป็นแถวไม่ควรวางซ้อนกันเกิดว่า ๖-๗ ก้อน เพราะหากวางซ้อนมากๆ ก้อนล่างๆ เห็ดจะออกน้อยหรือไม่ออกเลย เนื่องจากน้ำหนักที่กดลงมาทำให้เส้นใยเห็ดมีความเครียด การสร้างโรงเรือนเปิดดอก ไม่ควรสร้างหลังใหญ่หลังเดียว แต่ควรสร้างหลังย่อม ๆ หลายๆ หลัง เป็นการป้องกันการระบาดของโรคศัตรูเห็ด โรงเรือน ควรมีการระบายถ่ายเทอากาศดี แต่สามารถเก็บรักษาความชื้นได้ด้วย หากดอกเห็ดแห้ง แสดงว่าลมโกรก ความชื้นน้อย หากดอกแฉะเน่า แสดงว่าความชื้นมากเกินไป หากดอกเห็ดผิดรูป หงิกงอ เป็นได้ว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในโรงเรือนมีมาก หรือถูกไรรบกวน

 

ที่มา : มนตรี บุญจรัส ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

ลักษณะดังกล่าวเกิดจากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น ความแปรปรวนของอากาศ อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ภายในโรงเรือน นอกจากนี้อาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น เชื้ออ่อนแอ มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเกินไป หรืออากาศร้อนจัด เป็นต้น ซึ่งไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคสาเหตุแต่อย่างใด ตามความเข้าใจของผู้เพาะเห็ด ความผิดปกติของดอกเห็ดที่พบโดยทั่วไป เช่น อาการขอบดอกหงิกในเห็ดสกุลนางรม ซึ่งได้แก่ เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า เห็ดภูฐาน เห็ดนางรมฮังการี และเห็ดเป๋าอื้อ

ลักษณะอาการของดอกหงิกที่พบในเห็ดนางรมและเห็ดภูฐานจะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน นั้นคือ ดอกเห็ดเกิดเป็นกระจุกๆ ละหลายดอก ประมาณ 5-15 ดอก แต่ละดอกมีขนาดเล็กประมาณ 1-2 เซนติเมตร บางดอกมีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อยแต่ไม่เกิน 4 ซม. หมวกดอกไม่บานหรือไม่คลี่ออก ก้านดอกอาจเกิดเดี่ยวหรือติดเป็นเนื้อเดียวกันจากก้านของดอกเห็ด 3-4 ดอก ไม่มีลักษณะของหมวกดอกปกติให้เห็น ขอบหมวกหงิกงอหยักไปมา หรือขอบหมวกม้วนออก ส่วนอีกลักษณะหนึ่งที่พบ คือ มีความผิดปกติที่ก้านซึ่งค่อนข้างยาวบิดเบี้ยวไม่มีหมวกเห็ด หรือก้านดอกเห็ดใหญ่ผิดปกติ หมวกดอกมีลักษณะเป็นกรวยคล้ายปากแตร ดอกเล็กไม่คลี่บาน ส่วนสีของดอกเห็ดนั้นยังคงมีสีขาวหรือสีขาวนวลปกติหรือสีเทาอ่อน สำหรับอาการบนเห็ดเป๋าอื้อ จะแตกต่างกับเห็ดนางรมและเห็ดภูฐาน คือ ก้านดอกจะสั้นผิดปกติ มีลักษณะลีบไม่สมบูรณ์ หมวกดอกมีขนาดเล็กบิดเบี้ยว ดอกไม่คลี่บานออก ในดอกที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจะไม่บานเต็มที่ ขอบดอกหยักโค้งไปมา บางดอกขอบอกม้วนลงหงิกงอ หมวกดอกแตกเป็นติ่งเล็กบนก้านดอกเดียวกัน สีดอกเห็ดมีสีเทาดำทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

กรณีพบว่าดอกเห็ดในโรงเรือนแสดงอาการหมวกดอกหงิกดังที่กล่าวข้างต้นแนะนำให้แก้ไขปัญหาตามแนวทางต่อไปนี้

1.การถ่ายเทอากาศ โรงเรือนที่เพาะเห็ดจะต้องมีช่องระบายอากาศอย่างเพียงพอควรเปิดประตูและหน้าต่างในตอนเช้ามือเพื่อระบายอากาศ และป้องกันการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

2.แสงสว่าง ตรวจความเข้มของแสงในโรงเพาะให้เพียงพอพอกับการพัฒนาเจริญเติบโตของดอกเห็ด โดยใช้วิธีเปิดช่องหน้าต่างหรือช่องแสง หรือใช้แสงไฟช่วย โดยเฉพาะในช่วงเก็บดอกเห็ดตอนเช้ามือ

3.ความชื้น ควรตรวจตราความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศภายนอกและภายในโรงเรือนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งโดยทั่วไปความชื้นสัมพันธ์ในระยะเปิดดอกจะอยู่ระหว่าง 80-90 เปอร์เซ็นต์และความชื้นในโรงเพาะจะมีความสัมพันธ์กับอุณหภูมิสูงต่ำของอากาศภายนอกโรงเรือน ดังนั้นในฤดูหนาวที่มีอากาศแห้งความชื้นต่ำ ควรใช้ผ้าพลาสติกบุโรงเรือนด้านในปิดประตูหน้าต่างโรงเรือนไว้ป้องกันความชื้นระเหยให้น้ำวันละ 3 เวลา ก็จะช่วยให้โรงเรือนเปิดดอกมีความชื้นพอเหมาะส่วนในฤดูร้อน อุณหภูมิและอากาศภายนอกโรงเรือนจะสูง การรักษาความชื้นจะกระทำโดยให้น้ำวันละหลายครั้ง รวมทั้งน้ำที่พื้นโรงเรือน ข้างฝา และหลังคา มีการระบายอากาศภายในโรงเรือนก็จะช่วยให้โรงเรือนมีความชื้นได้ตามต้องการ

วิธีแก้ที่สามารถพอสรุปได้

เพิ่มความชื้นและระบายอากาศเยอะๆ ครับ

เพราะช่วงนี้ฝนตกอากาศเย็นช่วงกลางคืนตอนกลางวันร้อนถ้าความชื้นไม่ถึงการที่อุณหภุมิกลางวันกับกลางคืนต่างกันมากๆเซลล์บนดอกกับเชลล์ใต้ดอกโตไม่เท่ากันจึงเกิดใบหงิกตามมาครับ

สวัสดีครับวันนี้มีเอกสารมาแนะนำเป็นเอกสารเกี่ยวกับโรคเห็ดถุงครับ อ่านได้ที่นี้ครับ โรคเห็ดถุง

 

โรคเห็ดถุง

โรคเห็ดถุง


ยินดีต้อนรับทุกๆท่านครับ
เพิ่มเพื่อน
SiamMushroom.com สยามเห็ดฟาร์ม ศูนย์รวมทุกอย่างเกี่ยวกับเห็ด รู้ลึก รู้จริง จากประสบการณ์โดยตรงกว่า 10 ปี เรามีทั้งข้อมูล ความรู้ เคล็ดลับ เทคนิก ต่างๆ เกี่ยวกับ การเพาะเห็ด การทำโรงเรือน การเพาะเห็ดอย่างยั่งยืน สนใจหรือมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามได้ครับ

Line id = http://line.me/ti/p/fCnGrmYhKc
กด Like พูดคุยกันบน Facebook
มั่นใจในคุณภาพของเรา
สินค้ามาใหม่