แนะนำสินค้าชีวภาพ

เห็ดป่า เห็ดพิษ

เห็ดป่า เห็ดพิษ

นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีความเป็นห่วงสุขภาพของประชาชน

เนื่องจากอากาศมีความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา บางครั้งอาจเกิดพายุฝน ทำให้อากาศเย็นลง และสลับอากาศร้อนถึงร้อนจัด อากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้หากร่างกายปรับสภาพไม่ทันอาจทำให้ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ต้องระมัดระวังการเจ็บป่วยเป็นพิเศษ และในเดือนพฤษภาคมนี้ก็กำลังจะเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งหลายพื้นที่ก็กำลังมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ประชาชนจึงควรดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ

โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำมากๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และที่สำคัญไม่ควรเดินฝ่าสายฝนในขณะเกิดฝนตก ควรจัดเตรียมร่มหรือเสื้อกันฝนติดตัวไว้เสมอ รวมถึงระมัดระวังการรับประทานอาหารหรือพืชผักที่มาจากป่า ซึ่งมีมากในช่วงฤดูฝนนี้ นอกจากนี้ ในบางช่วงเวลาอาจมีอากาศร้อนและแสงแดดจัด ซึ่งจะมีความชื้นสัมพัทธ์สูง ทำให้เหงื่อไม่สามารถระเหยและพาความร้อนออกจากร่างกายได้ เสี่ยงเป็นโรคต่างๆ ได้เช่นกัน จึงได้กำชับให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.) ทั่วประเทศ ดำเนินเฝ้าระวังและให้ความรู้ประชาชนในการหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือทำงานในช่วงที่อากาศร้อนจัด รวมถึงการดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำของร่างกาย และอยู่ในบ้านหรือในตัวอาคารที่มีร่มเงา โดยมอบหมายให้กรมควบคุมโรค ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคที่อาจจะเกิดขึ้น

วันนี้ (8 พฤษภาคม 2555) ดร.นายแพทย์พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปจะมีเห็ดออกตามป่าจำนวนมาก ทั้งเห็ดที่รับประทานได้และเห็ดพิษ แต่ละปีจะมีชาวบ้านนิยมรับประทานเห็ดทั้งที่ซื้อตามตลาดและหาเห็ดจากป่า ซึ่งจะพบผู้ป่วยจากการรับประทานเห็ดเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจำนวนมาก รวมถึงพบผู้เสียชีวิตทุกปีเช่นกัน

จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2555–29 เมษายน 2555) พบผู้ป่วยแล้ว จำนวน 240 ราย จาก 43 จังหวัด ยังไม่มีผู้เสียชีวิต จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ จังหวัดสระบุรี อัตราป่วย 4.08 ต่อประชากรแสนคน จังหวัดยโสธร อัตราป่วย 3.34 ต่อประชากรแสนคน และจังหวัดเชียงใหม่ อัตราป่วย 2.88 ต่อประชากรแสนคน ตามลำดับ แยกเป็นรายภาคที่มีอัตราป่วยสูงสุด คือ ภาคเหนือ อัตราป่วย 0.63 ต่อประชากรแสนคน รองลงมา คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อัตราป่วย 0.47 ต่อประชากรแสนคน

ส่วนข้อมูลในปี 2554 ที่ผ่านมา พบผู้ป่วย 1,723 ราย จาก 61 จังหวัด เสียชีวิต 6 ราย และจากข้อมูลยังพบว่าเฉพาะเดือนพฤษภาคม มีผู้ป่วยสูงสุดในรอบปีถึง 404 ราย และมีผู้เสียชีวิตถึง 5 ราย ซึ่งถือว่าเป็นช่วงกำลังเข้าสู่ฤดูฝนและเห็ดเริ่มออกในพื้นที่ป่าทั่วไป ส่วนเห็ดที่มักนำมาบริโภคหรือจำหน่าย มีทั้งเห็ดที่กินได้และเห็ดมีพิษ เห็ดที่กินได้ เช่น เห็ดโคน เห็ดจูน เห็ดเผาะ เห็ดหูหนู เห็ดตับเต่าบางชนิด และเห็ดลม ส่วนเห็ดที่มีพิษ เช่นเห็ดตับเต่าบางชนิด เห็ดระโงกหิน เห็ดไข่ห่านตีนต่ำ เห็ดสมองวัว เห็ดน้ำหมึก เห็ดหิ่งห้อย เห็ดเกล็ดดาว เป็นต้น แม้บางรายจะทดสอบความเป็นพิษโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งในบางครั้งก็อาจจะพลาดได้ ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และจำเป็นต้องใช้ร่วมกันกับวิธีการสังเกตอื่นๆ เพื่อให้แน่ใจในชนิดของเห็ด

วิธีปฏิบัติในการบริโภคและสังเกตเห็ดป่า มีดังนี้

  • การจำแนกชนิดต้องมั่นใจจริงๆ ว่ารู้จักเห็ดชนิดนั้น
  • เวลาเก็บเห็ดต้องเก็บให้ครบทุกส่วน
  • เก็บเห็ดที่มีลักษณะรูปร่างสมบูรณ์เท่านั้น
  • เวลาเก็บให้แยกชนิดเป็นชั้น โดยนำกระดาษรองในตะกร้า
  • อย่าเก็บเห็ดภายหลังพายุฝนใหม่ๆ เพราะมีเห็ดบางชนิดที่สีบนหมวกอาจถูกชะล้างให้จางลงไป
  • เก็บเห็ดมาแล้วควรปรุงอาหารทันที ไม่ควรเก็บไว้นาน
  • ห้ามกินเห็ดดิบๆ โดยเด็ดขาด
  • เห็ดที่ไม่เคยกินควรรับประทานเพียงเล็กน้อยในครั้งแรก
  • ไม่ควรเก็บเห็ดที่ขึ้นใกล้โรงงานสารเคมี

ดร.นายแพทย์พรเทพ กล่าวต่อไปว่า การกินเห็ดพิษจะมีอาการแสดงออกหลายแบบขึ้นอยู่กับชนิดของเห็ด และมักเกิดภายใน 3 ชั่วโมง อาการมากน้อยแตกต่างกันตามปริมาณด้วย เช่น

  • พิษจากเห็ดลูกไก่ จะทำให้มีอาการคลื่นไส้และอาเจียนเมื่อกินร่วมกับแอลกอฮอล์
  • พิษจากเห็ดหมวกจีน มีอาการเหงื่อแตก คลื่นไส้ และปวดเกร็งในท้อง
  • พิษจากเห็ดเกร็ดขาว มีอาการประสาทหลอน เพ้อ คลุ้มคลั่ง ซึม ซัก และหมดสติ
  • พิษจากเห็ดขี้ควายและเห็ดโอสถลวงจิต มีอาการประสาทหลอน เพ้อ คลุ้มคลั่ง แต่ไม่มีอาการซึม
  • พิษจากเห็ดไข่ตายซาก เห็ดระโงกหิน เห็ดไข่เป็ด และเห็ดไข่ห่านตีนต่ำ จะมีอาการอ่อนแรง ปวดศีรษะและคลื่นไส้ เกิดขึ้นในเวลาเกิน 6 ชั่วโมง อาการมักทุเลา 1-2 วันต่อมา ต่อมามีตับอักเสบ จนถึงตับอักเสบ จนถึงตับวายได้

สำหรับคำแนะนำ หากพบผู้ได้รับพิษจากการกินเห็ด เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หน้ามืด ตาลาย ใจสั่น อ่อนเพลีย ปวดท้อง เวียนศีรษะ การช่วยเหลือเบื้องต้น ที่สำคัญที่สุดคือทำให้อาเจียนออกมาให้หมด โดยการล้วงคอหรือกรอกไข่ขาว แล้วรีบไปพบแพทย์หรือนำส่งสถานพยาบาลใกล้บ้านทันที เพื่อรับการรักษาต่อไป “ทั้งนี้ได้กำชับสำนักงานป้องกันควบคุมโรค(สคร.) ทั้ง 12 เขตทั่วประเทศ เร่งประชาสัมพันธ์ในระดับชุมชนให้ประชาชนทราบถึงอันตรายจากการรับประทานเห็ดพิษ แม้บางรายจะทดสอบความเป็นพิษโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิดความผิดพลาดได้ และหลังรับประทานอาหารที่ประกอบจากเห็ดแล้ว เกิดอาการดังกล่าวข้างต้น อย่านิ่งนอนใจ รีบปฏิบัติตามคำแนะนำและนำส่งสถานพยาบาลใกล้บ้านโดยเร็วที่สุด หากประชาชนสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลฮ็อตไลน์ กระทรวงสาธารณสุข โทร 1422 และศูนย์ปฏิบัติการกรมควบคุมโรค โทร 0 2590 3333” ดร.นายแพทย์พรเทพ กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา กรมควบคุมโรค เห็ดป่า

ข้อมูลพื้นฐานในการเพาะเห็ด


เห็ด หมายถึง สิ่งมีชีวิตในกลุ่มจุลินทรีย์ที่เรียกว่า รา มีการเจริญเป็นเส้นใยและสร้างสปอร์ในส่วนของดอกเห็ดเพื่อใช้ขยายพันธุ์ จัดอยู่ในกลุ่ม Basidiomycotina และ Ascomycotina เนื่องจากเห็ดไม่มีคลอโรฟิลล์แบบพืชจึงไม่สามารถสร้างอาหารได้เอง แต่เห็ดมีบทบาทที่สาคัญต่อระบบนิเวศวิทยาป่าไม้ กล่าวคือ เป็นตัวการย่อยสลายเศษซากพืชซากสัตว์ซึ่งได้แก่ ไม้ล้ม ไม้ยืนต้นตาย กิ่งไม้ ใบไม้ ผล เมล็ด และมูลสัตว์ต่าง ๆ ที่ร่วงหล่นลงบนพื้นดิน อินทรียวัตถุในดิน 90% ของเศษซากพืชเหล่านี้เป็นเนื้อไม้ที่มีเซลลูโลส (cellulose) และลิกนิน (lignin)เป็นองค์ประกอบหลักที่ย่อยสลายยาก ทาให้เกิดวงจรธาตุอาหารที่สมบูรณ์ ซึ่งเห็ดจะผลิตเอนไซม์ออกมาย่อยสิ่งเหล่านี้ให้สลายเป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารให้กับพืช และจุลินทรีย์ชนิดต่าง ๆ
ปัจจัยที่มีผลต่อการเพาะเห็ด

  • ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ในระยะที่เห็ดพัฒนาเป็นดอก หากโรงเรือนมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงก็จะทาให้ดอกเห็ดมีลักษณะผิดปกติได้ ดังนั้น โรงเรือนเพาะเห็ดควรดูแลให้มีอากาศถ่ายเท ซึ่งจะช่วยให้ดอกเห็ดเจริญไปเป็นดอกที่สมบูรณ์ได้
  • ความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) เห็ดชอบความเป็นกลาง(pH7) หรือเป็นกรดเล็กน้อย
  • แรงดดึงดูดของโลก เห็ดที่มีลักษณะเป็นทรงร่ม จะเจริญในแนวต้านแรงดึงดูดของโลก ไม่ว่าจะจับวางในตาแหน่งใด ส่วนเห็ดหิ้งจะเจริญในแนวขนานกับพื้นโลก (อินเตอร์เน็ต)
  • ความชื้นของอากาศ มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเห็ดเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในระยะเปิดก้อนเห็ด เห็ดต้องการความชื้นค่อนข้างสูง ดังนั้น จึงจาเป็นต้องเปิดก้อนเชื้อภายในโรงเรือนที่เก็บความชื้นได้ และรักษาระดับความชื้นในอากาศให้อยู่ในระดับ 70-80 เปอร์เซ็นต์
  • แสงสว่าง มีผลต่อการพัฒนาและการเจริญเติบโตของดอกเห็ดมาก เนื่องจากแสงสว่างจะช่วยกระตุ้นการรวมตัวของเส้นใย และพัฒนากลายเป็นดอกเห็ดที่สมบูรณ์
  • อุณหภูมิ มีผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของเห็ดมาก อุณหภูมิที่เห็ดแต่ละชนิดใช้สาหรับการเจริญเติบโตของเส้นใยจะสูงกว่าอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเกิดดอกเห็ดเล็กน้อย

 

การเพาะเห็ดในถุงพลาสติก
เห็ดที่ทาการเพาะในถุงพลาสติก ได้แก่
1. เห็ดนางฟ้า
2. เห็ดนางรม
3. เห็ดเป๋าฮื้อ
4. เห็ดโคนญี่ปุ่น
ลักษณะทางด้านชีววิทยาของเห็ดที่เพาะในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดาริ มีดังนี้

 

1. เห็ดนางฟ้า (Phoenix Oyster Mushroom)

 

ภาพเห็ดนางฟ้า

เห็ดนางฟ้า

 

ชื่อวิทยาศาสตร์  : Pleurotus sajor-caju (Fr.) Sing
ชื่อสามัญ : เห็ดนางฟ้า
ลักษณะดอก : ดอกเห็ดเกิดเป็นกลุ่มจานวน 6 ดอกโดยประมาณ หมวกดอกมีเนื้อแน่นสีน้าตาลดาอมเทา ก้านดอกยาว มีครีบดอกสีขาว ดอกมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-8 เซนติเมตร
ระยะบ่มเชื้อ : เส้นใยเจริญเต็มอาหารผสมขี้เลื่อย (800-900 กรัม) ใช้เวลา 30 – 40 วัน ที่อุณหภูมิ30-33 C
ระยะออกดอก : เห็ดออกดอกเก็บไว้ได้นาน 3-4 เดือน ที่อุณหภูมิ 20-30 C ความชื้นสัมพัทธ์ 75-85 %
ผลผลิตเฉลี่ย : 250-300 กรัม / ถุง
ปัญหาในการเพาะ : ก้อนเชื้อมักจะเสีย เนื่องจากมีเชื้อราอื่นปนเปื้อน การแก้ไขสามสรถทาได้โดยไม่ควรใส่อาหารเสริมในก้อนเชื้อมากเกินไป นึ่งฆ่าเชื้อในก้อนขี้เลื่อยที่อุณหภูมิประมาณ 90-100 C นาน 2 ชั่วโมง และทาความสอาดโรงเรือนอยู่เสมอหลังจากสิ้นการเปิดดอกในแต่ละรุ่น
ประโยชน์ทางยา : ลดไขมันในเส้นเลือด และ ต่อต้านมะเร็ง

 

2. เห็ดนางรม (Oyster Mushroom)

 

ภาพเห็ดนางรม

เห็ดนางรม

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pleurotus ostreatus (jacq.ex Fr.) Kumn
ชื่อสามัญ : เห็ดนางรมขาว, เห็ดนางรม
ลักษณะดอก : เกิดเป็นกลุ่มจานวน เฉลี่ย/ถุง 8 ดอก มีสีน้าตาลหรือเทา หมวกดอกคล้ายหอยนางรม ครีบดอกเป็นแผ่นบาง ๆ ดอกค่อนข้างใหญ่ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7 เซนติเมตร ก้านดอกชูขึ้น มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร
ระยะบ่มเชื้อ : เส้นใยเจริญเต็มอาหารผสมขี้เลื่อย (800-900 กรัม) ใช้เวลา 30-40 วัน ที่อุณหภูมิ30-35C
ระยะออกดอก : เห็ดออกดอกเก็บไว้ได้นาน 3-4 เดือน อุณหภูมิ 20-30 C ความชื้นสัมพัทธ์ 75-85 %เห็ดต้องการแสงสว่างอย่างน้อย 40 % ต่อวัน
ผลผลิตเฉลี่ย : น้าหนักดอก 78.89 กรัม / ถุงโดยเฉลี่ย ผลผลิตจะสูง เนื้อดอกจะแน่นมีน้าหนักดี เมื่อเพาะในช่วงอากาศเย็น อุณหภูมิประมาณ 22-26 C ( ช่วงฤดูฝน )
ปัญหาในการเพาะ : เห็ดออกดอกช้าหลังจากเปิดถุงแล้ว แต่สามารถแก้ไขได้โดย หลังจากที่เส้นใยเดินเต็มถุงแล้ว ควรปล่อยให้เส้นใยรัดตัวให้แน่นประมาณ 8-10 จากนั้นจึงเปิดถุง
ประโยชน์ทางยา : ช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น, ระงับการปวดตามข้อ, ยับยั้งการก่อมะเร็ง และ ลดไขมันใน
เส้นเลือด

 

3. เห็ดเป๋าฮื้อ (Abalone Mushroom)

 

ภาพเห็ดหลินจือ

เห็ดหลินจือ

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pleurotus cystidiosus O.K. miller
ชื่อสามัญ : เห็ดเป๋าฮื้อ
ลักษณะดอก : ดอกเห็ดมีสีน้าตาล หรือ ขาวนวล คล้ายหอย ทะเล ดอกหนา ผิวดอกมีสีคล้ามีขนาด เส้นผ่าน ศูนย์กลางดอกประมาณ 9 เซนติเมตร ก้านดอก อวบมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางก้านประมาณ 2เซนติเมตรความยาวก้านประมาณ 8 เซนติเมตรมีจานวนดอกประมาณ 2 ดอก/ถุง การออกดอก แต่ละรุ่นพร้อมกัน และสม่าเสมอ
ระยะบ่มเชื้อ : เส้นใยเดินเต็มอาหารผสมขี้เลื่อย (800-900 กรัม)ใช้เวลา 40-50 วัน ที่อุณหภูมิ 28-32 C
ระยะออกดอก : เห็ดเริ่มออกดอกหลังจากเส้นใยเจริญเต็มอาหารผสมขี้เลื่อยแล้ว 10-15 วัน และเห็ดจะออกดอกแต่ละรุ่นห่างกัน 20 วัน ที่อุณหภูมิ 28-32 C ความชื้นสัมพัทธ์ 80-85 % ต้องการแสงสว่างน้อย
ผลผลิตเฉลี่ย : น้าหนักดอก 41 กรัม/ถุง (500 ถุง)
ปัญหาในการเพาะ : มักจะเกิดเมือกสีน้าตาลรบกวนการเกิดดอกบนก้อนเชื้อ และ มีกลิ่นเหม็น สามารถแก้ไขได้โดยขูดเมือกดังกล่าวทิ้ง
ประโยชน์ทางยา : ต่อต้านแบคทีเรีย, ต่อต้านมะเร็ง และ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด

 

4. เห็ดโคนญี่ปุ่น(Yangimatsutake)

 

ภาพเห็ดโคนญี่ปุ่น

เห็ดโคนญี่ปุ่น

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pholiota cylindracea
ชื่อสามัญ : เห็ดยานางิ
ลักษณะดอก : หมวกเห็ดค่อนข้างกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง4-10 เซนติเมตร ตรงกลางหมวกจะนูนสูงขึ้นมา ดอกมีสีน้าตาลเข้ม มีเยื่อหุ้มสีขาวอยู่บริเวณใต้หมวกดอก ก้านดอกจะกลมและค่อนข้างยาวประมาณ 5-11 เซนติเมตร เนื้อดอกก้านดอก กรอบแน่นคล้ายเห็ดโคน ดอกอาจเกิดเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม จานวนดอกประมาณ 4-8 ดอก/ก้อน
ระยะบ่มเชื้อ :เส้นใยเดินเต็มอาหารผสมขี้เลื่อย (800-900 กรัม) ใช้เวลา 45-50 วัน ที่อุณหภูมิ25-30 C
ระยะออกดอก : เมื่อเส้นใยเดินเต็มก้อน รอให้เส้นใยเป็นสีน้าตาลเข้ม จึงย้ายก้อนเข้าโรงเรือนเปิดดอกเห็ด เห็ดจะออกดอกแต่ละรุ่นห่างกัน 15-20 วัน ที่อุณหภูมิ 24-28 Cความชื้นสัมพัทธ์ 70-80 % ต้องการแสงสว่างน้อย
ผลผลิตเฉลี่ย : 200-250 กรัม/ก้อน
ปัญหาในการเพาะ : ดอกเห็ดแห้งและเหี่ยวตาย เกิดจากการรดน้ามากเกินไปแก้ปัญหา โดย เมื่อออกดอกอย่ารดน้าให้ถูกดอกเห็ดมากเกินไป ควรฉีดพ่นน้าเป็นฝอยให้ดอกเห็ดเล็กน้อย
ประโยชน์ทางยา : -

 

ที่มา :  ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ตาบลสามพระยา อาเภอชะอา จังหวัดเพชรบุรี

ขายก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม ก้อนเชื้อมีประสิทธิภาพ คุณภาพดี 

ผลิตจากขี้เลื่อยไม้ยางพารา เพื่ออาหารสมบูรณ์สำหรับดอกเห็ด

จากประสบการณ์เพาะก้อนเชื้อเห็ดนานกว่า 7 ปี

เพียงก้อนละ 7 บาท  เท่านั้น

 

สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ คุณ อรวรรณ โทร.089-8355836

หรือเข้ามาติดต่อตรงได้ที่ฟาร์มอยู่แถว อ.สารภี จ.เชียงใหม่ (แผนที่ฟาร์ม)

 

ภาพการเปิดดอกของจริง

ขายก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้านางรมเชียงใหม่

ขายก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้านางรมเชียงใหม่

โรงเรือนเพื่อเปิดดอกเห็ด

ขายก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้านางรมเชียงใหม่

ขายก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้านางรมเชียงใหม่

ดอกเห็ดออกเร็ว โตเร็ว ไร้สารพิษ ปลอดสาร

ขายก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้านางรมเชียงใหม่

ขายก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้านางรมเชียงใหม่

ภาพจริงๆ จากฟาร์มเห็ดของเรา

ขายก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้านางรมเชียงใหม่
ขายก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้านางรมเชียงใหม่สนใจติดต่อสอบถาม ขายก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้านางรมเชียงใหม่

ภาพโรงเรือนเพาะเห็ด

โรงเรือนเพาะเห็ด

 

ภาพโรงเรือนเพาะเห็ด

โรงเรือนเพาะเห็ด

 

โรงเรือนเพาะเห็ดแบบที่ 1 


โรงเรือนเพาะเห็ดหลังคาหญ้าคา (โรงบ่มหรือเปิดดอกสำหรับเห็ดที่ต้องการอากาศเย็นสบาย เช่น เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า)

โรงบ่มขนาด 5 x 10 เมตร บ่มกับพื้นได้ 2,500 ก้อน ราคาประมาณ 15,000บาทถ้าทำชั้นสูง 4 ชั้น จะวางก้อนได้ 6,000 ก้อน

ราคาประมาณ 25,000 บาท

คุณสมบัติ

- ขนาดโรงเรือน 5 x 10 เมตร หน้าจั่วยื่นออกมาด้านละ 1 เมตร ประตูมีด้านเดียวขนาด 1 x 1.5 เมตร

- ใช้หญ้าคามุงหลังคา

- พนังด้านข้างใช้พลาสติกใสทับด้วยซาแรน ขึงห่างชายหลังคา 30 ซม. เพื่อให้มีแสงสว่างและระบายลมได้บ้าง

- ช่องหน้าจั่ว ทั้ง 2 ด้านเป็นหญ้าคา

โครงสร้าง  

เสาด้านข้าง A   คือ เสาปูนขนาด 2 x 4 นิ้ว สูง 2 เมตร

ฝังดินลึก 50 เซนติเมตร จำนวน 10 ต้น ฝังด้านนอกแถวละ 5 ต้น

เสากลาง B  คือ เสาปูนขนาด 3 x 4 นิ้ว สูง 3 เมตร

ฝังดินลึก 50 เซนติเมตร จำนวน 5 ต้น ฝังแถวกลาง ต่อด้วย เหล็กซี ขนาด 3 x 1.6 มิลลิเมตร ยาว 0.5 เมตร (การต่อเหล็กซี ขึ้นเพื่อให้หน้าจั่วสูงขึ้นเพื่อช่วยลดความร้อน ในพื้นที่อากาศเย็นไม่ต้องต่อเหล็กซีก็ได้)

โครงหลังคา C  คือ โครงหลังคาส่วนที่ใช้เหล็กซี ส่วนโครงสร้างส่วนที่เหลือใช้เหล็กกลม ขนาด 3/4 x 1.2 เซนติเมตร

 

โรงเรือนเพาะเห็ดแบบที่ 2

โรงเปิดดอก ขนาด 5 x 10 เมตรต่อหลังคาลงมาใกล้จรดพื้นเปิดดอกได้ 3,000 ก้อน ราคาประมาณ 15,000 บาท ที่มา วังน้ำเขียวฟาร์ม

วันนี้ผมจะมาแนะนำส่วนผสม 1 อย่างที่ผมไม่เคยขาดเลยในการทำก้อนเห็ดนั่นคือ
ปลายข้าวเหนียว อัตรส่วนที่ใช้ 1:100 เช่น ขี้เลื่อย 100 กก ปลายข้าวเหนียวต้อง 1 กก

ผลที่ได้จากการใส่ปลายข้าวเหนียวคือ ดอกใหญ่ น้ำหนักดี ก้อนอยู่นาน ยังไงเพื่อชาวเพาะเห็ดทั้งหลายลองเอาไปปรับเข้ากับสูตรของตัวเองได้น่ะครับ
แต่สำหรับผม ผมได้ลองเทียบแล้ว ทั้งแบบไม่ใส่ปลายข้าวเหนียว และ ใส่ปลายข้าวเหนียว

สรุป คือ ใส่แล้วผลผลิตดีกว่า อายุก้อนนานกว่า อย่างเช่นเห็ดนางรมฮังการีอายุที่ 4 เดือนกว่าๆ เปิดหน้ากว้างเพื่อให้เห็ดออกพร้อมกัน ปรากฏว่าอันที่ใส่ปลายข้าวเหนียวเห็ดออกมาสวยกว่า โตกว่า หนักกว่า ครับ

ภาพปลายข้าวเหนียว

เพิ่มคุณภาพให้ก้อนเชื้อเห็ด โดย ปลายข้าวเหนียว

 


ยินดีต้อนรับทุกๆท่านครับ
เพิ่มเพื่อน
SiamMushroom.com สยามเห็ดฟาร์ม ศูนย์รวมทุกอย่างเกี่ยวกับเห็ด รู้ลึก รู้จริง จากประสบการณ์โดยตรงกว่า 10 ปี เรามีทั้งข้อมูล ความรู้ เคล็ดลับ เทคนิก ต่างๆ เกี่ยวกับ การเพาะเห็ด การทำโรงเรือน การเพาะเห็ดอย่างยั่งยืน สนใจหรือมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามได้ครับ

Line id = http://line.me/ti/p/fCnGrmYhKc
กด Like พูดคุยกันบน Facebook
มั่นใจในคุณภาพของเรา
สินค้ามาใหม่