แนะนำสินค้าชีวภาพ

ความมหัศจรรย์ของเห็ด 3 อย่าง ในการล้างพิษ

เห็ดเป็นอาหารที่ให้โปรตีนสูง ใช้ทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้เป็นอย่างดี ทั้งยังไม่มีสารตกค้างอย่างเนื้อสัตว์
แต่ถ้านำเห็ดอย่างน้อย 3 ชนิดมาปรุงเป็นอาหาร จะเกิดประโยชน์ขึ้นอย่างมาก

ประโยชน์ของเห็ด 3 อย่างคือ

- ช่วยล้างพิษที่สะสมในตับ ทั้งจากอาหารและสารเคมี เช่น พิษจากสุรา สารตกค้างในเนื้อสัตว์ สารเคมีจากเครื่องสำอาง (ลิปสติกสีสด ยาย้อมผม)

- ช่วยล้างพิษพวกอนุมูลอิสระ ซีสต์ เนื้องอก มะเร็ง อัลฟาท็อกซิล ไวรัสตับอักเสบ สเก็ดเงิน

- ช่วยล้างไขมันในตับ

ทานเห็ด 3 อย่างล้างพิษ

ทานเห็ด 3 อย่างล้างพิษ

ทานเห็ด 3 อย่างล้างพิษ

ทานเห็ด 3 อย่างล้างพิษ

ทานเห็ด 3 อย่างล้างพิษ

ทานเห็ด 3 อย่างล้างพิษ

- ตับแข็งแรงขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น ทำให้อารมณ์ดี การสร้างเม็ดเลือดแดงดี

นักเพาะเห็ดยุคใหม่

นักเพาะเห็ดยุคใหม่

 

ดอกเห็ด เป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่มีการซื้อ-ขายกัน ทั้งในตลาดบนและตลาดล่าง ซึ่งกลยุทธ์การแข่งขันในการทำการตลาดในโลกปัจจุบัน ซึ่งมีการกล่าวถึงกันมากที่สุดก็คือ “คุณภาพและเทคโนโลยี
“คุณภาพ” ของดอกเห็ดเป็นเรื่องสำคัญในการกำหนดการเรื่องราคาและจำนวนหรือปริมาณการซื้อขาย ความสม่ำเสมอของจำนวนผลผลิตเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ตลาดมีความต้องการ ฟาร์มใดมีดอกเห็ดดี สวย ไม่เป็นโรค ไม่มีแมลงกิน ความชื้นไม่สูง สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน มีจำนวนผลผลิตสม่ำเสมอ สามารถส่งดอกเห็ดได้เป็นประจำ ฟาร์มนั้นก็จะได้ราคาดอกเห็ดที่ดีกว่าฟาร์มอื่น
“เทคโนโลยี” เป็นตัวกำหนด เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดดอกเห็ดที่มีคุณภาพและจำนวนดอกเห็ดที่มีความสม่ำเสมอ อีกทั้งเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ช่วยลดต้นทุนในการผลิต ทำให้ผู้ประกอบการเพาะเห็ดได้กำไรมากขึ้น เพราะเหตุนี้จึงมีแนวคิดว่า “นักเพาะเห็ดยุคใหม่ควรใส่ใจเทคโนโลยี”
การเพาะเห็ดในประเทศไทย เรามีผู้เพาะเห็ดอยู่ 2 ประเภท

ประเภทแรกเพาะเห็ดเป็นอาชีพเสริม โดยมากจะเพาะเห็ดตามฤดูกาล เช่น หลังเก็บเกี่ยวข้าว ได้ฟางข้าวมาก็จะไปซื้อเชื้อเห็ดแล้วมาเพาะเห็ด มักทำในลักษณะเป็นกอง กองเตี้ยบ้าง กองกลางบ้าง หรือบางท่านมีอาชีพหลักอยู่แล้วต้องการเพาะเห็ดเป็นอาชีพเสริม โดยไปซื้อก้อนเชื้อเห็ดมาเปิดดอกข้างบ้าน ทำโรงเรือนบ้าง ไม่ทำบ้าง ได้ดอกเห็ดก็นำไปขายที่ทำงานหรือถ้าได้มากหน่อยก็นำไปขายที่ตลาด

นักเพาะเห็ดประเภทที่ 2 ก็คือ นักเพาะเห็ดที่เพาะเห็ดเป็นอาชีพ มีการวางแผน มีการลงทุนมากบ้างน้อยบ้าง ตามกำลังทรัพย์ และความต้องการผลผลิต การเพาะเห็ดฟางแบบเป็นกอง มีหลายท่านทำเป็นอาชีพหลักมีรายได้สม่ำเสมอ เป็นการลงทุนการเพาะเห็ดที่ใช้เงินลงทุนไม่มากและให้ผลตอบแทนคุ้มค่าทีเดียว นักเพาะเห็ดบางท่านหลายฟาร์มที่ลงทุนเพาะเห็ดมากขึ้น มีการสร้างโรงเรือน มีเตานึ่ง มีเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องอำนวยความสะดวกที่ใช้ในการเพาะเห็ด ในประเทศไทยเรา มีฟาร์มเห็ดที่ทำเป็นอาชีพหลักค่อนข้างมาก มีการลงทุนตั้งแต่ระดับหมื่นจนถึงระดับร้อยล้านบาท
นักเพาะเห็ดประเภทไหนที่ควรใส่ใจเทคโนโลยี  น่าจะทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนักเพาะเห็ดสมัครเล่น เพาะเห็ดเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลัก ทั้งนี้ เพราะว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งใกล้ตัวและราคาไม่แพงอย่างที่คิด ถ้าเราเลือกใช้เป็นและถูกต้อง
เครื่องมือเครื่องใช้ที่ใช้วัดค่าทางวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยเราได้ในการใช้เทคโนโลยี บางท่านอาศัยประสบการณ์ อาศัยความรู้สึกเป็นตัวกำหนด ก็ไม่ผิดถ้าผู้เพาะเห็ดท่านนั้นมีประสบการณ์สูง เพาะเห็ดมานาน แต่ถ้าท่านไม่อยู่ใครจะดูแลฟาร์มเห็ดแทนท่านได้  ขอยกตัวอย่างซัก 1 ตัวอย่าง ให้ท่านพิจารณาคือ สมมติว่า ท่านมีโรงเรือนเพาะเห็ดนางฟ้าซึ่งเห็ดชนิดนี้ชอบอุณหภูมิ 27-30 องศาเซลเซียส ท่านเข้าไปในโรงเรือนเพาะเห็ดที่มีอุณหภูมิ 31 องศาเซลเซียส กรณีที่ 1 หลังจากที่ท่านนั่งรถติดแอร์กลับจากตลาด ซึ่งเย็นสบายอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส หรือกรณีที่ 2 หลังจากที่ท่านเดินตากแดดร้อนๆ จากชายทุ่งอุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส ในกรณีที่ 1 ท่านจะรู้สึกร้อนเมื่อเข้าโรงเรือน ในขณะเดียวกัน ในกรณีที่ 2 ท่านจะรู้สึกเย็นเมื่อท่านเข้าไปในโรงเรือน ทั้ง ๆ ที่ภายในโรงเรือนมีอุณหภูมิเดียวกัน คือ 31 องศาเซลเซียส แต่ถ้าท่านมีเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิติดอยู่ในโรงเรือน ราคาประมาณ 40-60 บาท ท่านก็จะทราบอุณหภูมิแท้จริงในโรงเรือน
ถ้าเราเริ่มจากโรงเปิดดอก การเพาะเห็ดโดยใช้ขี้เลื่อยในถุงพลาสติค เทคโนโลยีช่วยอะไรเราได้บ้าง ในการที่จะทำให้ได้ดอกเห็ดที่สมบูรณ์ ได้ดอกเห็ดจำนวนมาก ผลผลิตรวมสูง และใช้เวลาสั้นที่สุด ข้อสำคัญก็คือ จะทำให้ต้นทุนในการเปิดดอกเห็ดต่อหน่วยต่ำที่สุด
เราทราบว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดดอกเห็ดอย่างน้อย 4 ปัจจัย คือ ปริมาณแสง อุณหภูมิที่เหมาะสม ความชื้นและปริมาณก๊าซออกซิเจน ถ้าเราสามารถควบคุมปัจจัยทั้ง 4 นี้ได้ เท่าที่เห็ดแต่ละชนิดต้องการ ความแน่นอนในการที่เราจะได้ดอกเห็ดก็จะมีมากขึ้น ดอกเห็ดออกพร้อมกัน การบ่มเส้นใยในช่วงพักสั้นลง ทำให้ประหยัดเวลา
ปริมาณแสง เป็นตัวกระตุ้นทำให้เห็ดออกดอกและกำหนดความยาวสั้นของก้านดอกเห็ด เราสามารถใช้ไฟนีออนเสริมได้ถ้าแสงไม่พอ เราสามารถตรวจวัดความเข้มของแสงได้ด้วยการดูลายมือตัวเองว่าเห็นชัดหรือไม่ชัด ถ้าจะให้แน่นอนก็ใช้เครื่องวัดแสง วัดทุกจุดที่วางก้อนเห็ด เครื่องวัดแสงปัจจุบันผลิตในประเทศจีนราคา 3,000 – 5,000 บาท ก็สามารถใช้ได้
อุณหภูมิและความชื้น เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเปิดดอก อุณหภูมิในโรงเรือนสามารถแก้ไขได้โดยเจาะช่อง เปิดหรือปิดช่องระบายอากาศหรือใช้เครื่องทำความร้อน เครื่องทำความเย็น ความชื้นสามารถเพิ่มได้โดยการให้น้ำ ยิ่งถ้าให้ความชื้นในลักษณะพ่นหมอก ดอกเห็ดก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งการให้ความชื้นแบบพ่นหมอก สามารถเลือกใช้ได้หลายวิธีคือ ใช้แรงดัน ใช้การเหวี่ยง ใช้อัลตร้าโซนิค โรงเรือนเพาะเห็ดทุกโรงเรือนควรมีเครื่องวัดอุณหภูมิและความชื้น ซึ่งราคาถูกมาก ถ้าเราใช้เทอร์โมมิเตอร์ 2 อัน อันละ 40-60 บาท ทำเป็นกระเปาะเปียกและกระเปาะแห้ง ถ้ามีเงินมากจะซื้อแบบดิจิตอล ก็จะอ่านง่ายและแน่นอนขึ้น
ปริมาณก๊าซออกซิเจนในโรงเรือน เป็นสิ่งที่มองข้ามกันมาก บางโรงเรือนเปิดดอกเห็ดเข้าไปแล้วอึดอัดมาก คนยังอยู่ไม่ได้แล้วเห็ดจะออกดอกได้อย่างไร ปริมาณออกซิเจนสัมพันธ์กับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ถ้าคาร์บอนไดออกไซด์สูง เห็ดก็มีการแบ่งตัวของเส้นใย ไม่ออกดอก หรือถ้าออกดอกแล้วดอกเห็ดจะมีลักษณะเป็นหูดหรือหนังคางคก ถ้าปริมาณก๊าซออกซิเจนมีเพียงพอ ดอกเห็ดจะสวยสมบูรณ์ขึ้น เราสามารถวัดปริมาณก๊าซออกซิเจนโดยอาศัยความรู้สึกในการหายใจว่าไม่อึดอัด หรือใช้เครื่องวัดหาปริมาณออกซิเจน และปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ราคาเครื่องวัดของจีนประมาณ 6,000-8,000 บาท
นอกเหนือจากปัจจัยทั้ง 4 แล้ว ในโรงเรือนเปิดดอกควรป้องกันแมลงได้ สิ่งที่จะทำให้เรารู้ว่ามีแมลงอยู่ในโรงเรือนเห็ดหรือไม่ เป็นแมลงชนิดใด อุปกรณ์ที่ใช้ถูกที่สุดก็คือ กาวเหนียวดักแมลง ต้นทุนถูกมาก ราคา 1 บาท ต่อหนึ่งจุด เท่านั้น ไรศัตรูเห็ดที่ทำลายก้อนเชื้อเห็ดเป็นจำนวนมาก ถ้ามีแว่นขยายส่องพระ ขยาย 10-20 เท่า อันละประมาณ 200 บาท ก็จะสามารถส่องดูตัวไรเห็นได้
ข้อมูลในการเปิดดอกเห็ดแต่ละชนิด นักวิจัยได้ทำและเขียนสรุปไว้ค่อนข้างจะแน่นอน ถ้าเราใช้เทคโนโลยีทำให้ได้ตามข้อมูลนั้น โอกาสที่เราจะได้ดอกเห็ดก็จะมีมาก อุปกรณ์ที่ใช้วัดค่าต่างๆ ในโรงเรือนราคาไม่แพงนักเมื่อเทียบกับราคาก้อนเชื้อเห็ดในโรงเรือน เครื่องวัดค่าที่ติดตั้งในโรงเรือนแต่ละโรงเรือน มีเครื่องวัดอุณหภูมิ ความชื้น และกาวดักแมลง ราคาไม่เกิน 200 บาท ต่อโรงเรือน อุปกรณ์วัดค่าแสงและปริมาณออกซิเจน สามารถเวียนใช้ได้หลายโรงเรือน
จากโรงเปิดดอกมาถึงโรงทำก้อนเชื้อเห็ด ปัจจุบันเราทำก้อนเชื้อเห็ดจากขี้เลื่อย แล้วมีการใส่อาหารเสริมกันมาก บางท่านยังไม่รู้เลยว่าใส่ไปเพื่ออะไร ได้ยินได้ฟังมาว่าใส่แล้วดีก็ทำตาม ทำให้ต้นทุนสูงและอาจทำให้เกิดการสูญเสียมากด้วย
สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการทำก้อนเชื้อเห็ดก็คือ ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง ความชื้น ความแน่นของก้อนเชื้อ น้ำหนักของก้อนเชื้อ ปริมาณธาตุอาหารที่เหมาะสมกับเห็ดแต่ละชนิด การนึ่งฆ่าเชื้อ การเขี่ยเชื้อและการบ่มก้อนเชื้อ ทุกปัจจัยมีความสำคัญเท่าๆ กัน ถ้ามีปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไม่สมบูรณ์ ก้อนเชื้อเห็ดก็จะไม่สมบูรณ์หรือเสีย ยิ่งเสียมากต้นทุนการผลิตก็จะมากตาม
เทคโนโลยีในการผลิตก้อนเชื้อเห็ดมีการพัฒนามากในต่างประเทศ แต่ประเทศเรายังมีการพัฒนาน้อยมาก ทำแบบเดิมมาเหมือนเมื่อ 20-30 ปี ที่แล้ว ทำให้เกิดการหมุนเวียนของคนเพาะเห็ดคือ มีคนใหม่เข้ามาเพาะเห็ดสัก 2-3 ปี แล้วก็เลิกเพราะขาดทุน แล้วก็จะมีคนใหม่เข้ามาเพาะเห็ดใหม่ หมุนเวียนอย่างนี้ตลอด 20-30 ปี ที่ผ่านมา ในขณะที่ฟาร์มเห็ดที่นำเอาเทคโนโลยีมาใช้มีกำไร มีความมั่นใจ มีการขยายฟาร์มมากขึ้น เพราะรู้ว่าลงทุนแล้วจะได้กำไร
สำหรับนักเพาะเห็ดบ้านเรา ฟาร์มเล็กฟาร์มใหญ่ควรคำนึงถึงเทคโนโลยีให้มาก บางฟาร์มทำมาหลายปี ไม่เคยมีการวัดค่าความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำที่ใช้และที่ก้อนเชื้อเห็ดเลย ทั้งๆ ที่อุปกรณ์ที่ใช้วัดราคาถูกมาก จะใช้กระดาษลิทมัสราคา 30-50 บาท ต่อม้วน หรือใช้ KU kid ราคา 300-500 บาท ตรวจได้หลายสิบครั้ง หรือจะซื้อเครื่องมือดิจิตอลตรวจวัดค่าความเป็นกรดเป็นด่างและความชื้นราคาประมาณ 2,500-3,000 บาท ใช้ได้ตลอดหลายปี ก็ไม่มีใช้ แต่ซื้อขี้เลื่อยราคารถละ 20,000 บาท หรือปล่อยให้มีก้อนเสียเป็นพันถุงเสียได้ ถ้าไม่ซื้อไว้ใช้ก็นำน้ำหรือก้อนเชื้อเห็ดไปที่สำนักงานพัฒนาที่ดินตรวจให้ ก็สามารถทำได้ โดยให้ตรวจหาปริมาณธาตุอาหาร Ca, Mg, C, N, P, K, Fe ด้วยก็จะดี จะทำให้เรารู้ว่า เราควรจะใช้อาหารเสริมอะไร และใส่จำนวนเท่าไร ใส่มากไป ไม่ใช่ว่าจะดี ทำให้สิ้นเปลือง และทำให้มีการเกิดการปนเปื้อนสูงขึ้นได้
สัดส่วนของคาร์บอนกับไนโตรเจนก็มีส่วนที่สำคัญในด้านผลผลิต เทคโนโลยีในส่วนนี้จะเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีการค้นคว้าวิจัยมากขึ้น
เทคโนโลยีในการใช้พลังงานนึ่งเห็ด การเขี่ยเชื้อ การทำ Hygiene และการจัดการเพื่อลดการปนเปื้อนให้น้อยลง มีการคิดกันมาก แต่ขาดการส่งเสริมให้มีการนำไปใช้จริง นักเพาะเห็ดต้องเรียนรู้ ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตัวเอง
สำหรับเกษตรกรบ้านเรา สิ่งที่ควรทำง่ายๆ ก็คือ ควรรู้ว่าอุณหภูมิในก้อนเชื้อเห็ดขณะนึ่งมีอุณหภูมิสูงสุดเท่าไร โดยใช้เทอร์โมมิเตอร์ชนิดคงค่าสูงสุดไว้ได้ ขนาด 200 องศาเซลเซียส แล้วนำลงไปเสียบไว้ในก้อนเชื้อเห็ดขณะที่นึ่ง จะทำให้รู้ว่าอุณหภูมิในขณะนึ่งก้อนเชื้อเห็ด ภายในก้อนเชื้อมีอุณหภูมิสูงเกิน 100 องศาเซลเซียส หรือไม่ เทอร์โมมิเตอร์ที่ว่าราคาไม่แพงมาก ใช้ทดสอบหลายจุดในเตานึ่ง จะทำให้ทราบได้ว่าจุดไหนอุณหภูมิไม่ถึง จะได้ลดการสูญเสีย

การวัดจำนวนและชนิดของจุลินทรีย์ในห้องเขี่ยเชื้อก็มีความจำเป็น โดยใช้อาหารวุ้น PDA ธรรมดา เปิดทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที แล้วคอยเช็คดูเป็นสิ่งที่น่าจะทำ เทคโนโลยีในการเขี่ยเชื้อและทำเชื้อเห็ดยิ่งก้าวล้ำไปมาก นักเพาะเห็ดบ้านเราที่นิยมเก็บเนื้อเยื่อจากดอกเห็ดมาทำเชื้อเอง ควรที่จะมีการตรวจสอบหาไวรัสบ้าง เพราะว่าขณะนี้ไวรัสได้มีการระบาดค่อนข้างมาก ทำให้ผลผลิตลดลงมาก
           คำว่าคุณภาพและเทคโนโลยีจึงเป็นของคู่กัน เทคโนโลยีเป็นตัวทำให้ได้คุณภาพ เทคโนโลยีเป็นตัวที่ทำให้ลดต้นทุนการผลิต นักเพาะเห็ดยุคใหม่จึงควรใส่ใจเทคโนโลยีให้มาก อย่ารังเกียจเทคโนโลยี อย่าหนี จงวิ่งเข้าหาและเลือกนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ตามความเหมาะสม โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็จะมีสูง

termomiter

termomiter

ผุ้เพาะเห็ด มักประสบปัญหาการระบาดของศัตรูเห็ดแตกต่างกันไปในแต่ละแหล่ง

หอยทากเล็ก(หอยแว่น) ก็เป็นศัตรูอีกชนิดที่พบในภาคเหนือ และอีสาน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความชุ่มชื้น เดิมหอยชนิดนี้อาศัยในป่า แต่เมื่อป่าถูกทำลายจนไม่เหลือที่อาศัย ประกอบกับศัตรูตามธรรมชาติ(สิ่งมีชีวิตที่ควบคุมประชากรหอยทากชนิดนี้ในธรรมชาติ) เช่น หนอนเรืองแสงของหิ่งหอย ถูกทำลายหายไปเลยทำให้หอยชนิดนี้แพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วและระบาดในแปลงผัก กล้วยไม้ รวมถึงในฟาร์มเพาะเห็ด

โดยหอยทากนี้จะออกมากัดกินใบเห็ดในเวลากลางคืน ทำให้ใบเห็ดขาดวิ่น ไม่สามารถจำหน่ายได้ และดอกเห็ดที่ร่วงหล่นยังเน่า นำเชื้อโรคในโรงเห็ด  การใช้สารเคมีประเภทฉีดพ่นก็ไม่เป็นการสมควรเพราะเห็ดต้องเก็บจำหน่ายทุกวัน จึงอยากแนะนำให้ผู้ที่ประสบปัญหานี้ใช้เหยื่อพิษสำหรับกำจัดหอยสำเร็จรูป เช่น แองโกลสลัก มาวางล่อหอยในโรงเรือนเพาะเห็ด ลดการฟ้งกระจายโดยต้องวางในกับดัก ที่ทำมาจากขวดนำอัดลมขนาด 1.5 หรือ 2 ลิตร นำมาตัดด้านก้นขวด ออกครึ่งหนึ่ง แล้วนำเหยื่อพิษโรยบนอาหารที่หอยชื่นชอบ เช่น มะละกอสุก แล้วนำชิ้นเหยื่อวางในขวดที่เตรียมไว้

นำไปวางในโรงเรียนเพาะเห็ด โรงละ 1-2 กับดัก เจาะรู้ใช้ไม้ปักยึดไม่ให้เลื่อนไหล โดยวางล่อไว้ในช่วงหัวคำ ตรวจเก็บหอยในเช้าของวันถัดไป จะพบหอยทากแว่นมานอนตายรวมกันในขวดพลาสติกที่ใช้ทำเป็นกับดักจำนวนมาก นำซากไปฝังทำลาย  (สำหรับท่านที่แคลงใจในการใช้สารเคมี อยากบอกว่าเหยื่อพิษสำหรับหอยทากเป็นเคมีที่ปลอดภัย เพราะมีฤทธิ์แบบกินตาย คือต้องกินจึงตาย ไม่ฟุ้งกระจายเหมือนการใช้สารเคมีฉีดพ่น และเก็บทำลายได้เมื่อไม่ต้องการใช้)

ใช้เคมีอย่างเข้าใจ  ปลอดภัยถึงผู้บริโภค นะครับ

กำจัดหอยทากศัตรูเห็ด

กำจัดหอยทากศัตรูเห็ด

กำจัดหอยทากศัตรูเห็ด

กำจัดหอยทากศัตรูเห็ด

ฤดูร้อนนี้แมลงศัตรูเห็ดก็ชุกชุมเหลือเกิน การใช้สารเคมีในการปราบก็ไม่ใช้แนวทางที่ถูกต้อง

วันนี้ผมจะมาแนะนำวิธีทำ EM5 เพื่อป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูเห็ด โดยที่ EM5 นี้ไม่มีผลอันตรายต่อคนและเห็ด

EM5 หรือสุโตจู เป็นสารป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช ฉีดพ่นเป็นประจำพืชจะสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีแมลงศัตรูพืชรบกวน

ส่วนผสม

  1. EM 1 ส่วน
  2. กากน้ำตาล 1 ส่วน
  3. น้ำส้มสายชูกลั่น 5 % 1 ส่วน
  4. เหล้า 28 – 40 ดีกรี 1 ส่วน
  5. น้ำสะอาด 6 ส่วน

* ถ้าทำ ซุปเปอร์ EM5 จะไม่ใช่น้ำ ให้เพิ่มเหล้าเป็น 2 ส่วน

วิธีทำ

  1. กรณีใช้ภาชนะหมักขนาด 1 ลิตร ใส่น้ำสะอาดครึ่งลิตร
  2. เติม กากน้ำตาล น้ำส้มสายชู เหล้า และ EM เขย่าให้ละลายเข้ากัน
  3. เติมน้ำให้เต็ม ปิดฝาให้แน่น หมักไว้ 15 วัน นำไปใช้ได้

* หลังจากเปิดใช้แล้วปิดฝาให้สนิท

EM5 หรือ สุโตจู ใช้ป้องกันและปราบแมลงศัตรูเห็ด

EM5 หรือ สุโตจู ใช้ป้องกันและปราบแมลงศัตรูเห็ด

EM5 หรือ สุโตจู ใช้ป้องกันและปราบแมลงศัตรูเห็ด

EM5 หรือ สุโตจู ใช้ป้องกันและปราบแมลงศัตรูเห็ด

EM5 หรือ สุโตจู ใช้ป้องกันและปราบแมลงศัตรูเห็ด

EM5 หรือ สุโตจู ใช้ป้องกันและปราบแมลงศัตรูเห็ด

EM5 หรือ สุโตจู ใช้ป้องกันและปราบแมลงศัตรูเห็ด

EM5 หรือ สุโตจู ใช้ป้องกันและปราบแมลงศัตรูเห็ด

EM5 หรือ สุโตจู ใช้ป้องกันและปราบแมลงศัตรูเห็ด

EM5 หรือ สุโตจู ใช้ป้องกันและปราบแมลงศัตรูเห็ด

EM5 หรือ สุโตจู ใช้ป้องกันและปราบแมลงศัตรูเห็ด

EM5 หรือ สุโตจู ใช้ป้องกันและปราบแมลงศัตรูเห็ด

EM5 หรือ สุโตจู ใช้ป้องกันและปราบแมลงศัตรูเห็ด

EM5 หรือ สุโตจู ใช้ป้องกันและปราบแมลงศัตรูเห็ด

ที่มา : บริษัท เอ็มโร เอเชีย จำกัด

 

 

ไรเห็ด เป็นศัตรูเห็ดที่มีขนาดเล็กมาก จนต้องอาศัยแว่นขยายเข้าช่วย จึงจะเห็นได้ชัด ตามสภาพธรรมชาติ มักจะเห็นเป็นจุดเล็ก ๆ สีขาวใส่อยู่กระจายเต็มไปหมดที่น่าสนใจคือการที่ไรชนิดต่าง ๆ ที่ทำลายเห็ดนั้นจะมีวงจรชีวิต (ไข่-ตัวแก่) สั้นมาก โดยใช้เวลาเพียง 4-5 วันเท่านั้น โดยทั่วไปจะพบตัวเมียมากกว่าตัวผู้ถึง 4 เท่า โดยที่ตัวเมียยังสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยการออกไข่และเป็นตัว ไม่จำเป็นต้องผสมพันธุ์กับตัวผู้อีกด้วย จึงทำให้ไรสามารถเกิดระบาดทำลายอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนเกิดความเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่เส้นใยเห็ดกำลังแผ่ออกไป หากมีพวกไรดังกล่าวระบาดก็จะทำให้เส้นใยขาดออกจากกัน และไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ เนื่องจากไรพวกนี้ชอบทำลายกัดกินส่วนของเส้นใย ไรศัตรูเห็ดที่พบทำลายเห็ดปลูกในไทยนั้น คือ ไรไข่ปลา ( Luciaphorus sp. )

ในการเพาะเลี้ยงเห็ดหูหนูมีปัญหาสำคัญอย่างหนึ่ง คือ มีไรชนิดหนึ่งที่ไปทำลายเส้นใยเห็ดที่เจริญอยู่ในถุงพลาสติกก่อนไปเปิดให้เห็ดออกดอก หรือทำลายโดยตรงที่ดอกเห็ด ทำให้ดอกแคระแกร็น ในถุงที่ถูกไรชนิดนี้ทำลาย จะพบเม็ดกลมเล็ก ๆ เหมือไข่ปลากระจายทั่วไปในถุงเห็ด ชาวบ้านเข้าใจว่าเห็ดเป็นโรค จึงเรียกลักษณะอาการดังกล่าวว่า “โรคไข่ปลา” แต่ความจริงแล้วเป็นไรชนิดหนึ่งที่ไปกินเส้นใยของเห็นหูหนู และอาการเม็ดไข่ปลาที่เห็นนั้น เป็นส่วนท้องของไรตัวเมีย ที่ขยายมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 1 – 2 มม. โดยมีไข่ และตัวอ่อนเจริญอยู่ภายในท้อง ถ้าจะเรียกชื่อให้ถูกต้องแล้ว น่าจะเรียกว่า “ไรไข่ปลา” เพราะเห็ดนั้นไม่ได้เป็นโรค

อนึ่งหากพบการระบาดอย่างรุนแรงแล้ว ก็จะเห็นซากของตัวเต็มวัยที่ตายแล้วด้วยตาเปล่า หรือเห็นคราบทับถมอยู่บริเวณปากถุงเห็ด และชั้นที่ว่างถุงเห็ดอย่างหนาแน่น เห็นเป็นผงฝุ่นสีน้ำตาลอ่อนคล้าย ๆ ขี้เลื่อยละเอียดเต็มไปหมด ไรไข่ปลา (Luciaphorus sp ) ระบาดในเห็ดหูหนูที่เพาะเป็นการค้า อยู่ติดกันเป็นแพ ถ้าดูด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบว่าที่เห็นเป็นสีขาว ๆ กลมเล็ก ถ้าเราสามารถป้องกันกำจัดไรได้ อาการดังกล่าวก็จะหายไป

ป้องกันและกำจัดไรศัตรูเห็ด

ป้องกันและกำจัดไรศัตรูเห็ด

ไรไข่ปลามีการดำรงชีวิตที่แตกต่างไปจากไรแดงที่ทำลายพืช กล่าวคือ ไรตัวแก่เพศเมียจะว่างไข่อยู่ภายใต้ลำตัว แทนที่จะว่างไข่ออกมาภายนอกลำตัว เหมือนไรแดงที่ทำลายพืช นอกจากนั้นแล้ว เมื่อไข่เจริญเติบโตเป็นตัวแก่แล้ว แทนที่จะออกมาจากตัวแม่กลับเจริญเติบโตอยู่ภายใต้ท้องแม่ จนกว่าจะเป็นตัวแก่ จึงจะเจาะผนังท้องของแม่ออกมาภายนอก การผสมพันธุ์ระหว่างตัวแก่ตัวผู้และตัวเมียนั้น ส่วนใหญ่ผสมพันธุ์กันอยู่ภายในท้องแม่ ก่อนออกจากท้องแม่ สำหรับไข่บางฟองที่อาจอยู่ภายใต้ท้องแม่ แต่ยังไม่เจริญเป็นตัวอ่อน เมื่อท้องแม่แตกแล้ว ก็สามารถเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนภายหลัง จากนั้นจึงเจริญเติบโตเป็นตัวแก่ต่อไป ระยะเวลาที่ใช้ในการเจริญเติบโต ตั้งแต่วางไข่จนกระทั้งเจริญเติบโตเป็นตัวแก่ประมาณ 5-7 วัน

ตัวแม่สามารถขยายพันธุ์ได้ทั้งที่ได้รับการผสมพันธุ์และไม่ได้รับการผสมพันธุ์ตัวแม่ที่ได้รับ การผสมพันธุ์จากตัวผู้จะวางไข่ซึ่งเจริญเติบโตต่อไปเป็นตัวเมียเป็นส่วนใหญ่และมีส่วนน้อยที่เจริญเติบโตเป็นตัวผู้ ซึ่งตรงกันข้ามกับตัวเมียที่ไม่ได้รับการผสมพันธุ์จะวางไข่ซึ่งเจริญเติบโตต่อไปเป็นตัวผู้ทั้งหมด ปริมาณการวางไข่ของตัวแม่ที่ได้รับการผสมพันธุ์ จะมากกว่าตัวแม่ที่ไม่ได้รับการผสมพันธุ์เล็กน้อย คือ ตัวแม่ที่ได้รับการผสมพันธุ์สามารถวางไข่ประมาณ 200 ฟอง ต่อตัวแม่ 1 ตัว ตัวแก่ตัวเมียที่ออกจากท้องแม่แล้ว จะมีระยะเวลาก่อนการตั้งท้อง คือก่อนที่ส่วนท้องจะขยายโต เป็นเม็ดกลมเหมือนไข่ปลา ประมาณ 1-3 วัน สำหรับตัวแม่ที่ได้รับการผสมพันธุ์และประมาณ 3-6 วัน สำหรับตัวแม่ที่ได้รับการผสมพันธุ์ หลังจากนั้น ส่วนท้องจะค่อย ๆ ขยายใหญ่ มีขนาดโตมองเห็นชัดด้วยตาเปล่า เป็นเม็ดกลมเล็ก ๆ สีเหลืองใส ระยะเวลาตั้งแต่ตัวเมียเริ่มขยายส่วนท้องใหญ่ขึ้น จนกระทั้งท้องแตกใช้เวลาประมาณ 9 วัน อายุของตัวแม่ที่ได้รับการผสมพันธุ์ จะมีชีวิตอยู่ประมาณ 7-11 วัน ซึ่งสั้นกว่าตัวเมียที่ไม่ได้รับการผสมพันธุ์ คือประมาณ 10-16 วัน

การแพร่กระจายหรือการระบาดของไรไข่ปลา จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง หรือจากถุงเห็ดหนึ่งไปอีกถุงหนึ่งนั้น เป็นไปได้โดยที่ไรไข่ปลาติดไปกับถุงเห็ด และตัวไรสามารถเข้าไปในถุงเห็ดทีวางใกล้เคียง โดยตัวไรเดินผ่านเข้าทางจุกสำลี เมื่อเข้าไปในถุงเห็ดก็จะกัดกินเส้นใยสีขาวของเห็ดหูหนู ซึ่งเจริญอยู่ภายใน โดยเริ่มจากบริเวณตรงคอขวดลงมาเรื่อย ถ้าถุงเห็ดถูกไรทำลายมาก เมื่อนำถุงไปเปิดปากถุงให้เห็ดออกดอก ก็จะมีดอกน้อยหรือไม่มีดอกเห็ดและดอกเห็ดที่ออกมาก็จะถูกไรชนิดนี้ทำลายที่ดอกอีก ทำให้ดอกแคระแกร็นมีขนาดเล็กกว่าปกติ ถ้านำดอกเห็ดที่ถูกไรชนิดนี้ทำลายไปจำหน่าย ก็อาจจะเป็นที่รังเกียจแก่คนซื้อด้วย เพราะเห็นเม็ดไข่ปลากระจายอยู่ตามดอกเห็ด ดั้งนั้นจึงจำเป็นต้องหาวิธีการป้องกันกำจัดไม่ให้ไรไข่ปลาเข้าทำลายเสียหายแก่เห็ด

 

การแก้ปัญหานี้สามารถทำได้ คือ
1.ใช้ว่านหนอนตายยาก บอระเพ็ด กากน้ำตาล อัตราส่วน 1:1:1 สับละเอียดผสมให้เข้ากัน หมักไว้ 7 วัน นำมาฉีดพ่นที่ก้อนเห็ดในอัตราส่วน 1 ช้อนแกง/น้ำ 1 ลิตร ทำวันเว้นวัน
2.แก้ปัญหาโดยการพักโรงเรือน เปิดระบายอากาศน้ำความสะอาดเพื่อฆ่าเชื้อในโรงเรือน การพักโรงเรือนควรทำอย่างน้อย 15 วัน

3.ใช้ บาซิลลัส ไมโตฟากัส (Bacillus mitophagus) เป็นผลิตภัณฑ์จากจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ในกลุ่มแบคทีเรีย บาซิลลัส ซับติลิส ที่ได้รับคัดเลือกว่ามีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันและกำจัดไรศัตรูเห็ด โดยเฉพาะไรไข่ปลา ซึ่งเป็นปัญหาในธุรกิจการเพาะเห็ดเพื่อการค้าปัจจุบัน

 

วิธีการหมักขยายเชื้อ

1. การขยายเชื้อบาซิลลัส ไมโตฟากัส ด้วยน้ำมะพร้าวอ่อนใช้มะพร้าวอ่อน 1 ผล เจาะเปิดฝาแง้มพอใส่เชื้อลงไปได้ ใส่เชื้อบาซิลลัส ไมโตฟากัส 1 ช้อนชา (5 กรัม) ปิดฝาทิ้งไว้ 24-48 ชั่วโมง เมื่อครบกำหนดให้นำน้ำมะพร้าวอ่อนที่หมักเชื้อแล้วมาผสมน้ำ 20 ลิตร

2. การขยายเชื้อบาซิลลัส ไมโตฟากัสด้วยน้ำมะพร้าวแก่จากตลาดนำน้ำมะพร้าวแก่จากตลาดมาต้มให้เดือดประมาณ 5 นาที ช้อนฟองทิ้ง ปล่อยไว้ให้เย็น ใส่เชื้อบาซิลลัส ไมโตฟากัส 1 ช้อนชา (5 กรัม) ต่อน้ำมะพร้าวแก่ 15 ลิตร (ถ้าน้ำมะพร้าวแก่ไม่พอให้เติมน้ำเปล่าจนได้รวม 15 ลิตรก่อนต้ม) ให้อากาศแบบที่ใช้ในตู้ปลา 24 ชั่วโมง เมื่อครบ 24 ชั่วโมง ให้นำไปผสมรวมกับน้ำโดยรวมกับน้ำแล้วให้ได้น้ำ 100 ลิตร

3. การขยายเชื้อบาซิลลัส ไมโตฟากัสด้วยไข่ไก่สดใช้น้ำ 15 ลิตร ไข่ไก่ 5 ฟอง เชื้อบาซิลลัส ไมโตฟากัส 1 ช้อนชา (5 กรัม) สเม็คไทต์ 5 ขีด (500 กรัม) น้ำมันพืช 1.5-2 ช้อนชา เป่าอากาศแบบในตู้ปลา 24 ชั่วโมง เมื่อเป่าอากาศครบเรียบร้อยแล้วให้นำไปผสมน้ำโดยรวมกับน้ำแล้วให้ได้น้ำ 100 (หมายเหตุ : การใช้สเม็คไทต์ใส่เข้าไปในขั้นตอนการหมักก็เพื่อดับกลิ่นของไข่เน่าและเหม็น หากหมักไว้บริเวณที่กลิ่นเหม็นไม่มารบกวนไม่จำเป็นต้องใช้ สเม็คไทต์กำจัดกลิ่น, การใส่น้ำมันพืชเพื่อช่วยลดฟองของเครื่องเป่าออกซิเจน)

4. การขยายเชื้อบาซิลลัส ไมโตฟากัสด้วยนมข้นหวานและน้ำตาลทรายใช้น้ำ 15 ลิตร เติมนมข้นหวาน 1 กระป๋อง น้ำตาลทราย 3 ช้อนแกง (ประมาณ 45 กรัม) เชื้อบาซิลลัส ไมโตฟากัส 1 ช้อนชา (5 กรัม) แล้วเติมอากาศโดยใช้ออกซิเจนแบบตู้ปลา 24 ชั่วโมง จากนั้นนำมาผสมรวมกับน้ำให้ได้น้ำ 100 ลิตร

5. การขยายเชื้อบาซิลลัส ไมโตฟากัสด้วยนมกล่องหนองโพ, นมถั่วเหลืองยูเอชที หรือนมผงเด็กชงใหม่ โดยใช้นมเหล่านี้ 1 กล่อง (ประมาณ 250 ซีซี.) ตวงใส่ถุงพลาสติก โดยผูกถุงด้วยเชือกหรือยางหนังสติ๊กข้างหนึ่ง ใส่เชื้อบาซิลลัส ไมโตฟากัส 1 ช้อนชา (5 กรัม) แขวนถุงหมักทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง เมื่อครบแล้วนำไปผสมน้ำ 20 ลิตร พร้อมที่จะฉีดพ่นต่อไป

 

วิธีการใช้

เมื่อหมักขายเชื้อบาซิลลัส ไมโตฟากัส ตามสูตรดังกล่าวข้างต้นเรียบร้อยแล้ว ให้นำไปฉีดพ่นบริเวณรอบโรงเรือน ผนังโรงเรือน พื้น ชั้นวาง บริเวณก้อนเชื้อ ทำการฉีดพ่นเพื่อป้องกันและกำจัด หากกำลังเปิดดอกอยู่แล้วมีปัญหาของไรเข้าก้อนให้ฉีดอัดเข้าไปในก้อนแบบชุ่มโชก

ฉีดป้องกันไรศัตรูเห็ด : ระยะเวลาฉีดพ่นที่แนะนำ 7 วัน/ครั้ง

หากพบไรศัตรูเห็ดระบาดในก้อนเชื้อ : ระยะเวลาฉีดพ่นที่แนะนำ 3 วันครั้ง

ไมฝาง ไมโตบาซิลลัส ปราบไร ศัตรูเห็ด

ไมฝาง ไมโตบาซิลลัส ปราบไร ศัตรูเห็ด

ป้องกันและกำจัดไรศัตรูเห็ด

ที่มา : เกษตรพอเพียงรักบ้านเกิด,ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ


ยินดีต้อนรับทุกๆท่านครับ
เพิ่มเพื่อน
SiamMushroom.com สยามเห็ดฟาร์ม ศูนย์รวมทุกอย่างเกี่ยวกับเห็ด รู้ลึก รู้จริง จากประสบการณ์โดยตรงกว่า 10 ปี เรามีทั้งข้อมูล ความรู้ เคล็ดลับ เทคนิก ต่างๆ เกี่ยวกับ การเพาะเห็ด การทำโรงเรือน การเพาะเห็ดอย่างยั่งยืน สนใจหรือมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามได้ครับ

Line id = http://line.me/ti/p/fCnGrmYhKc
กด Like พูดคุยกันบน Facebook
มั่นใจในคุณภาพของเรา
สินค้ามาใหม่